ข้อความต้นฉบับในหน้า
ลักษณะที่ชื่อว่าเป็นทุกข์ทำนองเดียวกัน เรื่องที่ควรกล่าว
โดยพิสดารยังมีมากกว่านี้ แต่ข้าพเจ้าจะรวบรวมชี้แจง
เพียงเท่านี้
ดูก่อนปริพาชิกา! ก่อนที่ข้าพเจ้าจะจากท่านไป
ข้าพเจ้าจะขอฝากปัญหาไว้อีกข้อหนึ่ง อันเป็นพระพุทธ
มนต์ที่ว่า อะไร ชื่อว่าหนึ่ง” ? ถ้าท่านคิดได้ก็แล้วไป
ถ้าคิดไม่ได้ข้าพเจ้าก็จะบอกให้ในภายหลัง และอนิ่งการ
ที่เราได้โต้ตอบกันนี้ ข้าพเจ้ามิได้ถือว่าท่านเป็นผู้แพ้
ถึงอย่างไรก็ขอชมเชยในความสามารถ สติปัญญา ความ
ทรงจำ และเชาวนปฏิภาณของท่านว่าหาที่เปรียบได้ยาก
และขอมหาชนผู้มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ ก็ได้โปรดทราบ
เถิดว่า ปริพาชิกาผู้นี้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่น่า
สรรเสริญ บัดนี้ก็น่าจะสมควรแก่เวลาแล้ว ข้าพเจ้าขอลา
กลับไปก่อน
ปริพาชิกาสาว มีความรู้สึกสับสนวุ่นวายอย่าง
บอกไม่ถูก อัศจรรย์ใจในความรู้ความสามารถเฉียบแหลม
ของพระเถระ ผู้ตั้งปัญหาให้ตนต้องตอบอย่างกังวลและ
หนักใจในระหว่างนั้นชั้นหนึ่งแล้ว ก่อนจะจากไปก็ยังทิ้ง
ปัญหาไว้ให้คิด โดยมีพักฟังคำตอบอีก นอกจากนั้น
แทนที่จะหักหาญให้ได้อายกลับกล่าวชมเชยยกย่อง และ
ประกาศให้มหาชนสรรเสริญนางอีก ก็เลยไม่รู้จะวางตน
ในฐานะอะไรดี นอกจากรู้สึกเคารพนับถือในพระเถระ
มหาชนทั้งหลายก็พากันสรรเสริญพระเถระ แต่ก็ไม่
มีใครเยาะเย้ยปริพาชิกาเลย เพราะเท่าที่สังเกตดูก็มี
ความรู้ความสามารถพอใช้ ทั้งพระเถระก็ยังกล่าวชวนให้
เห็นความเป็นผู้น่าสรรเสริญของนางอีกเล่า ต่างก็แยก
ย้ายกันกลับเคหสถานแห่งตน
ใครเล่าในชุมนุมชนนั้น ที่ไม่รู้จักภิกษุผู้สูงอายุ
รูปนั้น นอกจากปริพาชิกาคู่โต้ตอบและสุรเสนะกับสหาย
ธนิยะและชาวสาวัตถีทั้งหลาย รู้จักดีว่าภิกษุรูปนั้นคือ
พระสารีบุตรเถรเจ้า อัครสาวกเบื้องขวาของสมเด็จ
พระบรมศาสดา ซึ่งเป็นผู้เคยผ่านการศึกษาศาสนา
และลัทธิต่าง ๆ มาอย่างช่ำชอง แต่เมื่อมาพบพระพุทธ
ศาสนาเห็นว่ามีสาระกว่าลัทธิศาสนาอื่น ก็ออกบวช
จ
คำตอบปัญหานี้ว่า ที่ชื่อว่า ๑ นั้น คือสัตว์ทั้งปวงเป็นอยู่ได้ด้วย
อาหาร
ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นกำลังในการประกาศพระศาสนา
ของสมเด็จพระตถาคตเจ้า ถึงกับได้รับขนานนามว่า
ธรรมเสนาบดี แปลว่า แม่ทัพธรรม ผู้เผยแผ่สันติสุข
แทนการยังโลหิตอันเกิดจากการรบพุ่งชิงชัยให้น้องในที่
นั้น ๆ ปริพาชิกาสาวหารู้ไม่ว่าตนได้เผชิญกับแม่ทัพธรรม
แห่งพระพุทธศาสนา ผู้ได้เรียนรู้มาอย่างดีแล้วในไตรเพท
และคัมภีร์ศาสนาทั้งหลาย ผู้ทรงไว้ซึ่งสติปัญญาอัน
แหลมหลัก จึงสามารถตอบปัญหาได้อย่างแคล่วคล่อง
ว่องไว และเมื่อถึงวาระที่เป็นผู้ถามบ้าง ก็ถามอย่าง
รู้จังหวะที่จะให้ผู้ตอบอับจนตรงไหนและอย่างไร แต่ก็เป็น
ที่น่าประหลาดว่า ท่านมิได้หาญหักหรือสำทับนางในตอน
ท้าย ด้วยปล่อยให้เลิกรากันไป อย่างพอที่นางจะมองหน้า
ใครได้ อันนี้ยิ่งแสดงให้เห็นความเป็นผู้มีใจสูงของขุนพล
ธรรมเสนา กองทัพธรรม ว่าเมื่อรู้จักเอาชนะทางวาทะขอ
โต้ตอบแล้ว ยังรู้จักเอาชนะทางจิตใจอีก เป็นชัยชนะที่
ทำให้ผู้แพ้ไม่อับอายขายหน้า แต่กลับอยากเข้าไปกราบ
ฝากตัวเป็นศิษย์ด้วยความเคารพนับถือและจงรักภักดี
ธนิยะชวนสุรเสนะกลับคืนสู่หมู่เกวียนด้วยความ
ชื่นบาน แต่ปริพาชิกาสาวยังคงรีบเดินไปในทิศทางที่
พระเถระหลีกไป เมื่อตามทันก็ค่อย ๆ เรียกพระเถระให้
หยุดยืน เพื่อตนจะได้ถามอะไรสักเล็กน้อย พระเถระหัน
กายกลับมาและยืนสงบอยู่ นางได้แสดงคารวะ แล้วก็
ถามถึงอารามที่พำนักของพระเถระว่าอยู่ ณ แห่งไร
เมื่อทราบว่าท่านพำนักอยู่ ณ เชตวนารามแล้วก็กล่าวว่า
ในวันพรุ่งเวลาสายเมื่อทำภัตตกิจแล้ว นางจะไปหา
พระเถระ ณ เชตวนารามนั้นแล้วก็ลาแยกทางไป
ประตูเมืองสาวัตถีปิดแล้ว ความมืดครอบคลุม
อยู่ทั่วไป แม้จะมองเห็นแสงไฟจากบ้านเรือนหรือเสา
ประทีปบ้าง แต่ราตรีก็คงเป็นราตรีอยู่นั่นเองที่จะให้
สว่างไสวทั้งกลางวันนั้น ย่อมเป็นการยาก ความรู้สึก
ในจิตใจของปริพาชิกาสาว ผู้ขณะนี้พำนักอยู่ ณ ปริพา
ชิการาม นอกประตูเมือง บางครั้งก็เสมือนมีความมืด
แห่งราตรีมาปิดบังไว้ บางครั้งก็สว่างไสว เมื่อนึกว่าอาจ
จะได้พบแสงสว่างแห่งชีวิตใหม่ในวันพรุ่ง ปฐมยามแห่ง
ราตรีล่วงไปแล้ว เสียงไก่ขันกระชั้นยามอยู่ทั่วไป
อ่านต่อ ฉบับหน้า
กัลยาณมิตร / กรกฎาคม ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org
680