ข้อความต้นฉบับในหน้า
นั้นว่างเปล่าอยู่ ไม่มีข้าวบรรจุอยู่เลย
เขากระทืบเท้าลงบนพื้นดิน เป็นการ
ระบายอารมณ์บางอย่าง เป็นอารมณ์ที่
ต้องการจะให้บรรเทาความหนาวอย่าง
หนึ่ง กับอารมณ์อื่นที่อดกลั้นไว้ไม่ได้อีก
อย่างหนึ่ง คือเนื่องมาจากเขาได้เด็กไว้
ดังกล่าวแล้ว เด็กนั้นยังมีอายุน้อยอยู่ ไม่
รู้ว่าจะให้ช่วยอะไรได้ เขาคำนึงไปถึง
กาลก่อน ครั้งหนึ่งเขาเคยได้เห็นทุ่งหญ้า
สําหรับเลี้ยงสัตว์มีสีเขียว ข้าวสาลีกับ
เมล็ดข้าวอื่น ๆ มีอยู่ในไร่นามากมาย
เคยได้เห็นต้นผลไม้ในสวนงอกงาม
หนาแน่น จนบังมิดไม่เห็นเรือนใหญ่ของ
เพื่อนบ้านข้างเคียง แต่อนิจจา บัดนี้
ความสมบูรณ์ได้อันตรธานไป แผ่นดิน
ถูกทอดทิ้งให้เป็นที่ว่างเปล่า ยังคงมี
เหลืออยู่แต่เรือนหักพังของเพื่อนบ้านอัน
มีรอยเขม่าไฟจับดำอยู่ทั่วไปเท่านั้น
จนบัดนี้ยังไม่ทราบข่าวคราวเกี่ยว
กับแมรี่เลย เท่าที่ครอบครัวคาร์เวอร์
ได้รับเป็นการแลกเปลี่ยนกับม้า ก็คือ
เขาพูดนั้นเลย
คําถาม-คำตอบ
(ของผู้แปลและเรียบเรียง)
ถาม เด็กเล็กที่เรียกว่า ราวสมิต
นั้น ภายหลังมีชื่อว่ายอร์ช วอชิงตัน
คาร์เวอร์ ใช่ไหม
ตอบ ใช่ ต่อไปจะทราบเหตุว่า
ทำไมเขาจึงได้ชื่ออย่างนั้น
ถาม ดูท่าทางเริ่มแรกของเขาไม่น่า
จะมีชื่อเสียงเลย
ตอบ ก็น่าสงสัย เพราะเขาเสีย
เปรียบคนอื่นมาก เป็นคนมาจากทาส
ยากจน เป็นกำพร้า ขาดญาติ มิหนำซ้ำมี
ร่างกายอ่อนแอ พูดก็ไม่ได้ แต่สิ่งเหล่านี้
ต่อไปท่านจะเห็นว่าไม่อาจขัดขวางการทำ
ชื่อเสียงของเขาได้เลย เขามีสิ่งหนึ่งที่คน
ทั่วไปมีสู้เขาไม่ได้ สิ่งนั้นคือสายตาของ
เขา เขามีนัยน์ตาที่มองเห็นอะไรทั่ว
ทุกสิ่ง แม้จะเป็นของเล็ก ๆ ทั้งเขา
เด็กผู้น่าสงสารอ่อนแอและพูดไม่ มีความตั้งใจที่จะดูให้เห็นอะไร ๆ
ได้คนหนึ่งเท่านั้นเอง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้
นายคาร์เวอร์ก็สั่นศีรษะอย่างเศร้าใจ
เขาถามตัวเองว่าจะทำอย่างไรดี เขาทำ
งานเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างโน้นนิดอย่างนี้
หน่อยจนเพลินไป ไม่ได้สังเกตว่าดวง
ตะวันขึ้นสูงแล้ว ขณะนั้นเขารู้สึกว่ามี
ใครดังที่เสื้ออย่างเบา ๆ เขามองดูเห็น
เด็กชายยืนอยู่ข้าง ๆ กำลังยิ้มให้เขาและ
มือไปที่เรือน นายคาร์เวอร์เข้าใจดี
เขากล่าวว่า “อ้อ อาหารเช้าเสร็จ
แล้วหรือ จะไปเดี๋ยวนี้แหละราวสมิต
แล้วเขาก็จูงมือเด็กเดินผ่าน
ลานบ้านไป เด็กยิ้มอย่างมีความสุข
นางคาร์เวอร์พูดถูกเช่นเคย คือนาย
คาร์เวอร์ไม่ได้ถือสาอะไรไปตามที่
กัลยาณมิตร / กรกฎาคม ๒๕๓๐
ๆ
อย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วย การพยายาม
ดูให้เห็นอะไร ๆ ให้มากที่สุดนั้นเป็น
ประโยชน์ แม้นัยน์ตาจะไม่มีดีเลิศ หาก
ตั้งใจจริงแล้ว ก็จะช่วยได้มาก
ถาม ทำไมนางคาร์เวอร์จึงสรร
เสริญว่าพระเจ้าดี ที่ทำนัยน์ตาของเด็ก
ให้ใช้การได้ ไม่เลวไปตามร่างกายส่วนอื่น
ตอบ ชาวคริสต์ถือพระเจ้า ว่า
เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง พระเจ้า
อยู่บนสวรรค์และอยู่ในที่ทั่วไป ในอากาศ
ในน้ำ ในดิน และในที่ทั้งหมด พระเจ้า
เป็นผู้บันดาลทุกสิ่งให้เป็นไปตามที่เห็น
กันอยู่ เป็นผู้บันดาลให้คนดีหรือชั่วตาม
ความพอพระทัยของพระองค์ ถ้าใคร
นับถือและสรรเสริญพระองค์ ผู้นั้นก็จะ
ได้ดี ถ้าใครไม่นับถือ ผู้นั้นก็จะได้ชั่ว
หรือถูกลงโทษ ฉะนั้นเมื่อเกิดการ
เปลี่ยนแปลงที่พอใจหรือไม่พอใจขึ้นก็
ตามชาวคริสต์ก็มักจะนึกถึงพระเจ้า
แล้วก็กล่าวออกมาดังที่ว่ามาแล้วนั้น
ส่วนเราชาวพุทธไม่ถือว่ามีพระเจ้า
เราเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดมาตาม
ธรรมชาติ ซึ่งอาศัยเหตุและผล ไม่มี
ใครสร้างสรรค์ขึ้น ฉะนั้น ธรรมชาติ
ของชาวพุทธก็เป็นอันเดียวกันกับพระเจ้า
ของชาวคริสต์ ส่วนคนจะได้ดีหรือชั่ว
ชาวพุทธเชื่อว่าอยู่ที่การกระทำ หรือ
“กรรม” ของคน วิบากหรือผลของ
กรรมจะติดตามไปเหมือนเงาตาม
ตัว ไม่มีใครหนีผลกรรมไปได้ คน
จะดีหรือชั่วย่อมอยู่ที่ตัวเอง เพราะ
ฉะนั้นกรรมของชาวพุทธก็คือพระเจ้า
ของชาวคริสต์ด้วยอีกอย่างหนึ่ง เมื่อ
ประสบภัยอย่างใดเข้า ชาวพุทธมักจะ
อุทานออกมาว่า“กรรม” ส่วนชาวคริสต์
จะมีเสียงเกี่ยวกับพระเจ้า ชาวมุสลิม
ก็อุทานเป็นพระเจ้าเช่นกัน
อ่านต่อฉบับหน้า
๔๕
Kalyanamitra.org