ข้อความต้นฉบับในหน้า
แรงซ้ำเติมอีก จนรู้สึกกันว่าทารกนั้นจะ
ไม่มีชีวิตรอดอยู่ได้ แม้ว่าต่อมาอาการ
จะดีขึ้นจนมีหวังจะรอดแน่แล้ว ก็ยังคงมี
ร่องรอยแสดงว่าร่างกายจะแคระแกร็น
ไม่น่าจะเติบโตขึ้นได้เลย แต่ถึงอย่างไร
นางคาร์เว่อร์ก็ไม่ยอมหมดกำลังใจเธอ
ภาวนาอยู่เสมอว่า “ลูกของแมรี่จะต้องมี
ชีวิตอยู่ เขาจะต้องมีชีวิตอยู่
ในที่สุดลูกของแมรี่ก็รอดชีวิตสม”
ปรารถนา เขาโตขึ้นที่ละเล็กละน้อย
สามารถลุกขึ้นยืนและออกเดินได้ แต่พูด
ไม่ได้ การไออย่างแรงอาจทำลายสาย
เสียงของเขาเสียแล้วก็เป็นได้
เขาพยายามพูดเท่าที่จะทำได้
แต่ก็ไม่เป็นคำออกมาได้เลยบางทีก็มีเสียง
เพียงนิด ๆ ออกมาเท่านั้น
เด็กคนนี้มีชื่อชั่วคราวว่า ราวส-มิต
แม้เขาจะมีอายุยังน้อยก็จริง แต่ก็ต้องช่วย
ผู้ใหญ่ทำงานอย่างตัวเป็นเกลียว
วันหนึ่งในเวลาเช้าก่อนแดดออก
นายคาร์เว่อร์ได้ปลุกราวสมิตให้ตื่นนอน
ขณะนั้นคาร์เวอร์กำลังอยู่ในครัว ใช้มือ
สั่นบันไดที่ทอดขึ้นไปสู่ที่นอนของเด็กซึ่ง
อยู่ใต้ชายคา ปากก็เรียก “ราวสามิตๆ
ตื่นขึ้นเถอะ ๆ”
“ตื่นซิ ราวสามิต จะให้ข้าขึ้นไป
ปลุกหรือ” เสียงปลุกกดดันความรู้สึกของ
เด็กน้อยอย่างมาก ถึงกับทำให้เขาตกจาก
ที่นอนฟางและตัวสั่นสะท้าน ขณะนี้
เขามีอายุได้หกหรือเจ็ดขวบแล้วเมื่อคิดถึง
อายุอย่างเดียว เขาก็โตพอที่จะรีดนมโค
เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่และถอนหญ้าในสวนได้
หากแต่ร่างกายของเขาไม่สมประกอบ
คือขาเล็กเต็มไปด้วยริ้วรอย แขนโค้ง
เหมือนด้ามกล้องยาเส้น มือมีแต่
หนังหุ้มกระดูก นิ้วยาวและหงิกงอจน
เหยียดออกให้ตรงไม่ได้ หน้าก็มี
ริ้วรอย พูดก็ไม่ได้ เว้นแต่ดวงตาเท่า
นั้นที่ลุกวาวเหมือนดวงไฟ และ
อาจมองเห็นอะไร ๆ ได้อย่างละเอียด
ลออ
เมื่อวันก่อนเด็กน้อยพรวนดินใน
สวนอยู่หลายชั่วโมงหลังยังปวดอยู่ และ
รู้สึกเหน็ดเหนื่อยมาก ขาลีบของเขามี
อาการสั่นในเวลานอนหลับ เมื่อหนูน้อย
ได้ยินเสียงปลุก จึงงุ่มง่ามไต่บันไดลงมา
พบนางคาร์เวอร์อยู่ในครัว ผ้าห่มนอน
ยังพ้นกายรุงรังและบนศีรษะของเธอยัง
สวมหมวกอยู่ เด็กผู้น่าสงสารดีใจมากที่
ได้พบเธออยู่ที่นั่น
นางคาร์เวอร์พูดกับสามีว่า “อย่า
อย่าเลย แกยังเล็กนัก งานเมื่อวานนี้ทำ
ให้แกเหนื่อยเกินไป ฉันมีงานที่จะให้
แกทำในบ้านเช้าวันนี้ แกไปไม่ได้หรอก”
“แล้วใครจะช่วยฉันทำไร่เล่า” สามี
ของเธอค้านด้วยความโกรธ “เรามีเงินหรือ
ถ้าพืชของเราไม่งามก็จะต้องเสียหาย เรา
จะต้องอดตาย และเจ้าเด็กคนนี้ก็ต้องอด
ด้วย”
“พระเจ้าท่านดียิ่ง” เธอกล่าวด้วย
เสียงอันอ่อนโยน “สิ่งเล็กน้อยที่เจ้าเด็ก
ตัวน้อยจะไม่รู้นั้นเป็นไม่มี ปล่อยแก
ไปก่อนเถอะ ในไม่ช้าแกก็จะโตขึ้นและ
แข็งแรง” สายตาของเด็กผู้น่าสงสารจับ
อยู่ที่เธอ ซาบซึ้งในทุก ๆ ค่าที่เธอพูด
“แล้วกัน!” คาร์เวอร์สามีระเบิด
เสียงออกมา “ครั้งหนึ่งฉันเคยมีมาอยู่
ตัวหนึ่ง....” เขาหยุดกล่าวเพื่อหาคำพูด
“แต่บัดนี้” สายตาของเขาพุ่งตรงไปที่เด็ก
เล็กซึ่งกำลังหลบสายตา“เด็กคนนี้”
ภรรยาของเขากระพริบตาแล้ว
ตอบว่า “เอาแกไปเทียบกับม้าไม่ได้หรอก
เด็กคนนี้น่ะ"
“โง่บัดซบ” สามีกล่าวแล้วก็ออก
ไปพร้อมกับปิดประตูเสียงปังใหญ่
นางคาร์เว่อร์ลูบศีรษะเล็กน้อย
น้ำตาของเด็กคลอหน่วย แต่พูดออกมาไม่
ได้
“เปล่า” เธอหัวเราะ “เขาไม่ได้ตั้งใจ
อย่างที่พูดออกมาหรอก เร็วเข้า ไปก่อไฟ
กันเถอะ เมื่อเขารับประทานอาหาร
แล้ว ทุกสิ่งก็จะเรียบร้อยไปเอง”
กสิกรคาร์เวอร์เดินผ่านลานบ้าน
และเรือนไปหลายหลัง ซึ่งเรียงรายกันอยู่
เป็นระยะ ๆ ขณะนั้นภูเขาโอซาร์กปรากฏ
เป็นสีดำ สูงตระหง่านอยู่ในท่ามกลาง
ผืนฟ้าสีครามอ่อน แลเห็นได้ชัดเจน
คาร์เว่อร์เดินไปถึงยุ้งข้าวขนาดใหญ่หลัง
หนึ่ง เขาถอนหายใจยาวเมื่อเห็นยุ้งข้าว
CC
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร/ กรกฎาคม ๒๕๓๐