ข้อความต้นฉบับในหน้า
ด้วยค่ะ”
ดร.จิรายุ : “ในการเสด็จทรงเยือนประ
เทศจีน สิ่งที่ผมมีความประทับใจมาก
ที่สุดก็คือว่า เราได้มีส่วนร่วมตามเสด็จ
ไปอยู่ในเหตุการณ์ที่ผมถือว่าเป็นเหตุ
การณ์ประวัติศาสตร์ เพราะว่าประเทศ
จีนได้จัดพิธีรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติ
อย่างดีเลิศ รู้สึกว่าทั้งในแง่ของจิตใจ
และในแง่ของการเตรียมการต่าง ๆ เรารู้
เลยว่าเขารู้สึกว่าประเทศไทยให้เกียรติ
แก่เขาอย่างสูง เพราะรัฐบาลจีนกราบ
บังคมทูลพระกรุณาเชิญพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงเยือนจีนแล้ว
ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระบรมฯ เสด็จ
แทนพระองค์ เขาจึงถือว่าสมเด็จ
พระบรมฯ ทรงไปในฐานะ “ประมุข”
ของประเทศ ฉะนั้นการจัดการรับเสด็จ
จึงเป็นลักษณะรับเสด็จองค์พระประมุข
ตลอด และการที่เสด็จทรงเยือนทั้ง
สิบกว่าเมืองครั้งนี้ก็มีความหลากหลาย
พูดง่าย ๆ ว่าคณะของพระองค์ เป็น
คณะเดียวที่เดินทางไปเรื่อย แต่ต้องไปเจอ
กับของใหม่ ๆ สถานการณ์ใหม่ ๆ ทุกวัน
เกือบไม่ได้อยู่ที่ไหนเกินกว่าหนึ่งวันเลย
จะมีก็เพียงที่ปักกิ่งเท่านั้นที่เลยกว่า ๑ วัน
อากาศก็เปลี่ยนไปเรื่อย ตอนแรกหนาวที่
สุดจบลงด้วยอากาศร้อนเท่า ๆ กับ
อากาศร้อนในเมืองไทย แต่ละแห่งผู้คนก็
ไม่เหมือนกัน ผู้นำก็ไม่เหมือนกัน วัฒน
ธรรมประเพณีก็ต่างกัน จึงไม่ใช่เป็นสิ่ง
ที่กระทำได้โดยง่าย ผมเองได้รับ
บทเรียนมากมายจากการตามเสด็จครั้ง
นี้ พระองค์ได้ทรงสอนไว้มากมาย
พระองค์รับสั่งว่าช่วงแรกไม่น่ากลัวเท่า
ไหร่ เพราะเป็นช่วงที่ยังใหม่ พอผ่าน
ไปประมาณสามสี่วัน เราเริ่มคุ้นเคยกับ
บรรยากาศ ทรงบอกว่าตรงนี้แหละเป็น
กัลยาณมิตร / กรกฎาคม ๒๕๓๐
ช่วงจังหวะที่ต้องระมัดระวังที่สุด อย่า
ไปทำอะไรให้เขารู้สึกดูถูกหรือมองเราใน
แง่ไม่ดี ว่าเราเริ่มหย่อนยานในการวาง
ตัวให้ดี เพราะฉะนั้นตลอดทั้งสิบสี่
วัน สถานการณ์และคนที่ทรงต้องไปพบ
เปลี่ยนตลอด หมายกำหนดการเต็มเพียบ
ทำให้ทรงเหนื่อยมากจริง ๆ ตอน
เสด็จกลับเมืองไทยแล้ว พระองค์
ตรัสว่า รู้สึกเหนื่อยจริง ๆ แต่ประ
โยชน์ที่ได้รับนั้นมหาศาล คือทรงตระ
หนักในพระราชภารกิจอยู่ตลอดเวลา
ผมรับรองได้เลยว่าไม่มีภารกิจใดจาก
ประสบการณ์ของผมเองที่เหนื่อยเท่าครั้ง
นี้ และนี่เราเป็นเพียงผู้ตามเสด็จเท่านั้น
แต่สมเด็จพระบรมฯ ทรงอยู่ในสาย
ตาของผู้คนตลอดเวลา ต้องทรงทำพระ
องค์ให้เหมาะสมเสมอ เป็นเรื่องที่หนัก
มาก และทรงตระหนักในความรับผิด
ชอบของพระองค์ที่สูงมาก เพราะผมตาม
เสด็จ ผมจึงเห็นด้วยตาตัวเองเลยว่าทรง
ขั้นดีพอสมควร ก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ
๓๐ ปี ขอให้ทรงเป็นพยานด้วย คล้ายกับ
ขอร้องให้ทรงมองเมืองจีนไว้ด้วย เมื่อผู้
นำระดับสูงของจีนได้กราบบังคมทูล
แล้ว มีพระราชดำรัสตอบได้น่าฟังมาก
ทำให้เรามองเห็นลักษณะของบุคคลระดับ
ประมุขสนทนากัน ท่านเติ้งเสี่ยวผิง
นั้นก็มีความเฉลียวฉลาด เห็นโลก
มามาก เป็นรัฐบุรุษ ส่วนสมเด็จ
พระบรมฯ ก็ทรงเป็นผู้แทนพระองค์
ในฐานะพระประมุข ก็คือทรงเป็น
รัฐบุรุษเหมือนกัน ที่สามารถตอบ
กันได้ในลักษณะเดียวกันโดยไม่ได้
เตรียมพระองค์มาก่อน นับเป็น
ความภูมิใจอย่างยิ่งของผู้ตามเสด็จนี้
ที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ที่ผมถือว่าเป็น
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์...
บรรยากาศความประทับใจใน
เมืองจีนมีความหลากหลายอย่าง
แท้จริง ดูได้จากการถวายพระกระยาหาร
ตระหนักในหน้าที่ทุกลมหายใจ ทรง ค่ำ เจ้าภาพคือ ประธานาธิบดี หลี่
ต้องตกเป็นเป้าสายตาของประชาชน
อยู่ตลอดเวลา ทรงทำอะไรพลาดไม่ได้
เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่จะช่วยได้มากที่สุดและ
ดีที่สุดคือการวางแผนให้ละเอียดที่สุดที่
จะไม่ให้อะไรผิดพลาดได้
พระองค์ทรงเป็นห่วงจริง ๆ จน
กระทั่งถึงวันสุดท้าย ผมคิดว่าพระองค์
ท่านไม่ได้ทรงบรรทมหลับเท่าไร มีแต่
เรื่องงาน ตั้งแต่เช้าจรดกลางคืน การที่
ทรงปฏิบัติเช่นนี้นับว่าคุ้มค่ามาก ผู้นำ
ระดับสูงของประเทศจีนถวายพระเกียรติ
อย่างเต็มที่
ท่านเติ้งเสี่ยวผิงเองยังกราบบังคม
ทูลว่า ขอให้ทรงเป็นพยานด้วย เพราะว่า
ยังมีพระชนมายุน้อยอยู่ ตัวท่านเองอายุ
มากแล้ว แต่เมืองจีนกว่าจะพัฒนามาถึง
เสียน เหนียน ซึ่งเคยเป็นพระราชอา
คันตุกะ ท่านยังประทับใจอยู่มากที่ได้มี
โอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เชียงใหม่
แล้วเมื่อจะกลับประเทศจีน พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประคองประ
ธานาธิบดี หลี่ เสียน เหนียน ขึ้นเครื่องบิน
และได้มีการบันทึกภาพสำคัญตอนนี้
ไว้ ซึ่งเราทราบกันว่า ประธานาธิบดี
หลี่ เสียน เหนียนประทับใจซาบซึ้งใน
พระมหากรุณาธิคุณมาก พระกระยา
หารค่ำที่จัดถวายมีการจัดอย่างสวยงาม
ที่ศาลาประชาคม คนจีนเขาเล่าให้ฟัง
ว่า รัฐบาลจีนหรือคนจีนถวายพระเกียรติ
มากน้อยแค่ไหนให้ดูถึงการตบแต่งการ
ประดับประดาสิ่งที่อยู่หัวโต๊ะและอาหารที่
๓๑
Kalyanamitra.org