ข้อความต้นฉบับในหน้า
โรงเรียนโดยไม่ถูกจับได้นั้นเป็นเรื่องที่น่า
ภูมิใจ ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นเรื่องน่าละอาย
เสียมากกว่า
นับว่าเป็นโชคดีของเพชรที่ไม่ยอม
หนีโรงเรียนไปด้วยในวันนั้น
เพราะ
ปรากฏว่าชิดกับเพื่อนอีก ๒-๓ คน ถูก
สารวัตรนักเรียนจับได้ในขณะที่กำลัง
จะปีนรั้วออกไป ผลที่ได้รับก็คือเพื่อนกลุ่ม
นี้ถูกอาจารย์ใหญ่เพี้ยนประจานที่หน้า
เสาธงในวันรุ่งขึ้น และดูเหมือนว่า
เพื่อน ๆ ที่ถูกทำโทษคราวนั้น จะพากัน
เข็ดขยาดไปตาม ๆ กัน คงมีแต่ชิตเท่า
นั้นที่ไม่เคยสะดุ้งหวั่นไหว กลับภูมิใจ
เสียอีกที่ตัวเองมีชื่อเสียง (ในทางไม่ดี)
เป็นที่รู้จักกันทั้งโรงเรียน
แม้คุณครูประจําชั้นและเพื่อน ๆ
จะช่วยกันว่ากล่าวตักเตือน เพราะเห็น
ว่าชิตกำลังจะออกนอกลู่นอกทางมาก
ขึ้น และผลการเรียนก็ตกต่ำลงทุกวัน
แต่ชิตก็ไม่เคยเชื่อฟังใครเลย และเมื่อไม่
มีใครยอมรับเป็นเพื่อนหนีโรงเรียนด้วย
ก็ยังอุตส่าห์หนีไปเองตามลำพัง โดย
อ้างว่าเบื่อครูคนนั้นบ้างไม่ชอบหน้า
ครูคนนี้บ้าง และจะว่าไปจริง ๆ แล้ว
เพชรก็ยังไม่เคยได้ยินชิตบอกว่าชอบ
หน้าครูคนใดมาก่อนเลย ทำให้นึกถึง
คำสอนของท่านมหาสุพจน์ว่า
“ธรรมดาของคนว่ายากนั้น
มักจะรู้สึกแสดงต่อคำเตือนของผู้
หวังดี และคนประเภทนี้เมื่อใครต่อ
ใครไม่สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้
ดีนั้น ด้วยความเคารพและรำลึกใน
พระคุณ”
ถึงจะเคยเป็นเพื่อนสนิทไปไหน
ต่อไหนด้วยกันมาก่อนก็ตาม แต่บัดนี้
ทั้งเพชรและชิตต่างก็มีวิถีชีวิตที่แตกต่าง
ห่างไกลกันเหลือเกิน คือในขณะที่เพชร
มีผลการเรียนดีขึ้น ๆ จนสามารถถีบ
ตัวเองจากที่เคยอยู่ในระดับท้ายแถว
ขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้า แต่ทว่าชิต
เพื่อนคู่หูในอดีตกลับยังคงครองอันดับ
ต่ำสุดไว้ตามเดิม
และยิ่งไปกว่านั้น ครั้งหลังสุด
นี้ชิตได้ไปก่อเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดเอาไว้
ก็คือ มีอยู่วันหนึ่งชิตหนีโรงเรียนไปเดิน
เล่นในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และ
ถูกเจ้าหน้าที่ของห้างสรรพสินค้าแห่ง
นั้นจับได้ว่าไปแอบขโมยสินค้าของเขา
ซุกซ่อนไว้ในกระเป๋านักเรียน ชิตจึง
ถูกส่งตัวไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเรื่อง
แล้ว ในที่สุดก็จะกลายเป็นคนโง่ ก็ทราบถึงทางโรงเรียนจนได้
ดักดานเอาดีอะไรไม่ได้ ส่วนคนว่า
ง่ายนั้นย่อมมีความยินดีเมื่อมีใครมา
แนะนำตักเตือน และตั้งใจรับฟังคำ
ตักเตือนของท่านผู้มีความปรารถนา
กัลยาณมิตร / กรกฎาคม ๒๕๓๐
เนื่องจากตัวชิตเองได้เคยก่อความ
ผิดไว้มากมายจนถูกภาคทัณฑ์ไว้หลาย
ครั้ง ประกอบกับความผิดครั้งนี้เป็น
ความผิดที่ร้ายแรง
ซึ่งแม้ว่าทางผู้
ปกครองจะมาอ้อนวอนรับประกันอย่าง
ไร ก็ไม่สามารถลดหย่อนผ่อนโทษของ
ชิตไว้ได้อีกต่อไป ฉะนั้นชิดจึงถูกไล่
ออกจากโรงเรียนนับตั้งแต่บัดนั้น
การถูกลบชื่อออกจากความเป็น
นักเรียนของโรงเรียนนั้น ถือว่าเป็นการ
ลงโทษสถานหนัก คงจะเป็นเช่นเดียวกับ
การถูกลง “พรหมทัณฑ์” นั่นเอง คือ
ต่อจากนี้ไปไม่ว่าชิตจะพูดหรือทำอะไร
ก็ไม่มีครูคนใดมาคอยว่ากล่าวตักเตือน
หรือใส่ใจอีก เพราะทางโรงเรียนไม่
ยอมรับว่าชิตเป็นนักเรียนของโรงเรียน
อีกต่อไป
ในระยะแรก ๆ นั้นดูเหมือนว่าชิต
จะไม่มีทีท่าร้อนอกร้อนใจเท่าใดนัก
เพราะถือว่าผู้ปกครองของตนมีฐานะดี
คงจะหาโรงเรียนเข้าได้ไม่ยากนัก แต่ก็
ปรากฏว่าเมื่อไปสมัครเรียนต่อที่โรงเรียน
ไหน พอเขารู้ประวัติเข้า ก็ไม่มีที่ใดยอม
รับ คงจะต้องเคว้งคว้างหาที่เรียนไม่ได้
ไปอีกนาน น่าเสียดายอนาคตของชิต
เหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ทางบ้านก็มีฐานะดีพอ
สมควร ไม่น่าเป็นคนหัวดื้อมือไวเห็นแก่
ได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เลย นี่คือผล “กรรม”
ของชิตผู้ซึ่งไม่ยอมเชื่อว่าบาปบุญมีจริง
๑๑๗
Kalyanamitra.org