ข้อความต้นฉบับในหน้า
แหละ คนจนมีทุกข์เพราะไม่มีเงินใช้ คน เดือดร้อน เช่น ลูกประสบอุบัติเหตุจนถึง
รวยมีทุกข์เพราะกลัวจะถูกจี้ถูกปล้น ไม่ว่า
รวยหรือจน พอโดนมะเร็งเล่นงาน ก็หนี
ไม่รอดนะ ยังไม่รู้ว่าใครจะเป็นเหยื่อ
รายถัดไป” วีณากล่าวอย่างเคร่งขรึม
ราวกับจะเตือนสติเพื่อนฝูง
“อุ้ย อย่าพูดอย่างนั้น น่ากลัว
ออก พิมพาตั้ง
“อ๋อ เธอก็กลัวตายเหมือนกันหรือ
พิมพา - วีณาได้จังหวะรุก
“ก็ใช่ หรือเธอไม่กลัว ?”
วีณาไม่ตอบค่าถามของพิมพา
แต่ได้อธิบายว่า พระพุทธองค์ตรัสว่า
ไม่ว่าการเกิด การแก่ และการตาย
ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ทรงถือว่า สามสิ่ง
นี้ เป็นทุกข์ประจำของปุถุชน ไม่มีใคร
หลีกเลี่ยงทุกข์นี้ได้ถ้ายังไม่นิพพาน”
ขณะที่พูด วีณาสังเกตเห็นว่าเพื่อน
ที่นั่งใกล้ ๆ ต่างแสดงความสนใจในสิ่งที่
เธอพูด เธอจึงบรรยายต่อไปอีก
“ฉันคิดว่าพวกเราก็มีชีวิตกัน
มาครึ่งศตวรรษแล้ว
คงจะไม่มีใคร
ปฏิเสธ เรื่องความทุกข์หรอกนะ จาก
การตรัสรู้ทำให้พระพุทธองค์ทรงมองเห็น
ความจริงว่า ทุกข์ของคนเรานั้นมีสอง
ลักษณะ คือ ทุกข์ประจำ มีสามอย่าง
ได้แก่ การเกิด การแก่ และการตาย
ส่วนทุกข์อีกลักษณะหนึ่ง ทรงเรียกว่า
ทุกข์จร ซึ่งแยกออกเป็นแปดอย่าง สำหรับ
ทุกข์จรนี้ ถ้าใครฉลาดก็สามารถเลี่ยงได้
“มีอะไรบ้างนะ ทุกข์จรน่ะ” พิมพา
ถามอย่างสนใจ
วีณารู้สึกมีกำลังใจเพิ่มขึ้นอีก
ที่พิมพาไม่คัดค้านแต่กลับให้ความสนใจ
ธรรมะ ที่เธออธิบาย
“ทุกข์ประการแรกก็คือ ความ
โศกเศร้า อันเกิดแก่การประสบความ
กับต้องตัดขา
วีณาเสี่ยงยกตัวอย่าง
โดยไม่แน่ใจว่าพิมพาจะโกรธหรือไม่
แต่เธอก็รู้สึกโล่งอก เมื่อพิมพาแสดง
อาการพอใจที่จะฟังต่อ
“ทุกข์จะประการที่สองก็คือ ความ
คร่ำครวญ รำพัน อันเกิดจาก ความเศร้า
โศก เช่น สามีเสียชีวิต” วีณาหัน
มามองมยุรฉัตรนิดหนึ่ง ก็เห็นว่าเธอกำลัง
ตั้งใจฟัง “ทุกข์ประการที่สามก็คือ
ความทุกข์ อันเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บ
ต่างๆ เดี๋ยวนี้ก็มีโรคใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ
“ฉันว่าถ้าจะตายด้วยโรคมะเร็ง
ก็ยังดีกว่าโรคเอดส์นะ" อุษากล่าวติดตลก
ทำให้หลายคนหัวเราะเบา ๆ แต่ดูเหมือน
มยุรฉัตรจะหัวเราะไม่ออก
“ไม่ใช่งานสังสรรค์นะจ๊ะ งานศพ
นะจ๊ะ” สุนทรีหันมาปรามเบา ๆ
“ทุกข์ประการที่สี่ คืออะไร?” นารี
เร่งรัด
“ทุกข์ประการที่สี่ก็คือ ความ
น้อยใจ เช่น น้อยใจว่าสามีไม่รัก แล้ว
แอบไปมีอีหนู” วีณาอธิบายพลาง เลือง
ดูวิมล ซึ่งทำให้ทุกคนชำเลืองตามด้วย
จึงเป็นเหตุให้วิมลค้อนเอาวงใหญ่ แล้ว
ทุกคนก็ได้หัวเราะกันอีก
“ทุกข์ประการที่ห้า ก็คือ ความ
ท้อแท้ กลุ้มใจ ทุกข์ประการที่หก
ก็คือ ความเบื่อหน่ายขยะแขยงจาก
การประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก เช่น ต้อง
อยู่กับคนไม่ชอบหน้า ทำงานที่ไม่ชอบใจ
เราก็เป็นทุกข์ ทุกข์ประการที่เจ็ด ได้แก่
ทุกข์จากการพลัดพรากจากของรัก
แล้ว วีณาก็เสริมต่อไปอีกว่า “ในบรรดา
ทุกข์จรทั้งแปดประการนี้ ไม่ว่าใครจะมี
ทุกข์ข้อไหน อาการที่แสดงออกมา ก็มัก
จะคล้ายคลึงกัน คือมีอาการชิมเศร้า
เสียใจ ร้องไห้ หรือเบื่อโลก ซึ่งถ้าเราไม่รู้
สาเหตุมาก่อน เราก็ไม่สามารถสังเกต
เห็นว่า แต่ละคนมีความทุกข์ประการใด
แด่พระพุทธองค์ ทรงรู้ด้วยญาณวิเศษ
ทรงมีธรรมจักษุ เล็งเห็นความแตกต่าง
ของมนุษย์ทั้งแปดประการ
“ถ้าเรามีทุกข์ ทำอย่างไรจึงจะแก้
ทุกข์ได้ล่ะจ๊ะ มยุรฉัตรกระซิบถามเบา ๆ
ด้วยความอยากรู้ เพราะขณะนี้เธอก็มี
ทุกข์โศกอยู่มาก
“เราต้องแก้ที่เหตุซีจ๊ะ เธอคิดว่า
เหตุแห่งทุกข์ คืออะไร ล่ะจ๊ะ อ้อฉันรู้แล้ว
ทุกข์ของเธอขณะนี้ ก็คือ การสูญเสียสามี
ต้องเป็นหม้าย ฉะนั้นเธอจึง อยากไม่
เป็น “หญิงหม้าย” ใช่ไหม? วีณาจ้อง
หน้ามยุรฉัตรอย่างต้องการค่าตอบ
มยุรฉัตรตอบช้า ๆ
“ความอยากไม่เป็น นี่แหละ
ทำให้คนเราเป็นทุกข์ ถ้าเรายอมรับ
สภาพที่เราต้องเป็นด้วยความเต็มใจ
เราก็หมดทุกข์จริงไหม? ถ้าเรายอมรับ
ว่าสรรพสิ่งทุกอย่าง อนิจจัง คือไม่เที่ยง
แท้ บุตรของเรา สามีของเรา ก็ไม่เที่ยงแท้
จะต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง เข้าใจเช่นนี้
คิดเช่นนี้ ก็จะไม่มีทุกข์”
“ฉันคิดว่า คนโดยทั่วไปเป็นทุกข์
เพราะความจน ถ้าคนเรามีฐานะทาง
เศรษฐกิจดี ชีวิตครอบครัวย่อมดีตาม
ไปด้วย ดังนั้นจึงเห็นว่ารัฐบาลทุกสมัย
ทุกข์ประการสุดท้าย ก็คือ ทุกข์อันเกิด | ต่างก็มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่
จากไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการ เช่นพวก
หนุ่มสาวที่อกหัก
เมื่อกล่าวถึงทุกข์จรแปดประการ
เศรษฐกิจของชาติก็ยังไม่ดีขึ้น คนส่วนมาก
จึงต้องทนทุกข์เพราะความจน” อุษาแสดง
ความคิดเห็น
กัลยาณมิตร / กรกฎาคม ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org
ovar