ข้อความต้นฉบับในหน้า
“ถ้าเธอคิดว่าความจนเป็นทุกข์
ก็หมายความว่า ความอยากมีหรืออยาก
ได้เช่น อยากมีอาหาร อยากมีเสื้อ
ผ้าสวย ๆ อยากมีบ้าน อยากมีรถยนต์
อยากมีอะไร ๆ สารพัด ทำให้เราเป็นทุกข์
ใช่ไหมล่ะ" วีณาพยายามติประเด็นให้
ชัดเจน “มยุรฉัตรเขามีมรดกเยอะแยะ
แต่ก็เป็นทุกข์ นี่ไม่ใช่ทุกข์เพราะ
“อยากมี” แต่ทุกข์เพราะ “อยากไม่เป็น”
“รายการนี้อยากมีลูกจะ” วิมลลับ
แขนนารียกขึ้น พลางบรรยายต่อ “อยากมี
ลูก แต่ไม่มี ไปขอเด็กโรงพยาบาลมาเลี้ยง
ตอนนี้กำลังกลุ้มใจ “เพราะความ
อยากมี
“มีปัญหาอะไรหรือจะมารี" วัชรีซึ่ง
นั่งฟังมาเรื่องมานานแล้วเพิ่งจะหาโอกาส
พูดได้
“เขาพูดไม่ได้จะ เลี้ยงมาตั้งแต่อายุ
หกเดือน ตอนนี้สามขวบกว่าแล้ว ยังไม่
มีทีท่าว่าจะพูดได้เลย สงสัยว่าจะเป็นใบ้
นารีอธิบายอย่างเศร้าๆ
“โถ” เสียงหลายคนอุทานเกือบ
พร้อมกันด้วยความเห็นใจ
วีณาได้จังหวะ จึงรีบสรุปเรื่องทันที
“มันไม่ใช่เฉพาะ “ความอยากมี
ของคนจนหรอกนะ ที่ทำให้เกิดทุกข์
ความอยากมีสิ่งต่าง ๆ ของคนที่ไม่
ยากจนหรือคนรวย เช่น อยากมีลูก
อยากมีภรรยา อยากมีสามี เหล่านี้ล้วน
ก่อให้เกิดทุกข์ทั้งสิ้น"
“ดูเธอช่างมองอะไรเป็นทุกข์
ไปหมดทุกอย่างนะวีณา” พิมพาขัดคอ
"เกิดเป็นคนก็ต้องมีทุกข์บ้างสุขบ้างสลับ
กันไป ชีวิตถึงจะมีรสชาติ
“นอกจากความอยากมี แล้วยังมี
ความอยากเป็น อีกนะ ที่ทำให้เรา
เป็นทุกข์" วีณาไม่สนใจคำพูดของ
60
พิมพา เพราะคิดว่าตนเองยังพูดไม่จบ
“เพื่อนเราบางคนอยากเป็นคุณหญิง
นอกจากจะวิ่งหาตำแหน่งให้ตัวเอง
แล้วยังต้องวิ่งหาตำแหน่งให้สามีด้วย
สมปรารถนาก็ดีไป ไม่สมหวังก็เป็นทุกข์
ผู้หญิงบางคนเป็นภรรยาน้อย ไม่มีความ
สุข เกิดเปลี่ยนใจอยากจะเลิกเป็นก็เลิก
ไม่ได้ เพราะมีลูก ก็ต้องทนทุกข์ด้วยความ
อยากไม่เป็นภรรยาน้อย พระพุทธองค์
ทรงรวมเรียกความอยากทั้งสามอย่าง
คือ อยากมี อยากเป็น และอยากไม่เป็น
ว่า “ตัณหา” ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์สิบ
เอ็ดอย่างที่กล่าวแล้ว” วีณาหยุดนิดหนึ่ง
จึงขยายความต่อ
“คำว่า ตัณหา ไม่ได้หมาย
ความเฉพาะเรื่องเซ็กส์หรอกนะ แต่
หมายถึงความอยากทุก ๆ อย่าง
คนบางคนอยากสวยไม่ยอมแก่ พยายาม
พอกแป้ง ลงสีบนหน้าตา จนหนาเตอะ
นี่ก็ตัณหา เหมือนกัน”
“เอ๊ะ วีณา ทําไมมองหน้าฉันคน
เดียว" อุษาเสียงดัง “ทุกคนก็เมคอัพกัน
ทั้งนั้นแหละ สุภาษิตเขาว่า คนงามเพราะ
แต่งไงล่ะ ถ้าเลิกแต่งตัวก็ต้องเข้าวัด -
เหมือนเธอน่ะซี” พูดพลางก้อนควัก
“เมื่อไรไปนิพพาน แล้วบอกเรา
บ้างนะ” พิมพาเย้าแหย่
“พวกเธอเชื่อไหมล่ะ ว่านิพพาน
มีจริง” วีณาตั้งคำถาม พลางมองไปรอบ ๆ
ก็พอดีเห็นเด็กยกข้าวต้มมาเสิร์ฟ ทุกคน
จึงได้ทราบว่า พระสวดพระอภิธรรม
เสร็จแล้ว
"นี่พวกเราน่ะบาปหนาจริงนะ
นั่งคุยกันจนไม่รู้ว่าพระสวดจบเมื่อไร
อุษาว่าพลางหัวเราะพลาง ทำให้ทุกคน
หัวเราะตามไปด้วย "คุณวิชาญคงรำคาญ
แย่แล้วนะ วัชรีจ๊ะ คราวหน้า เธออาจจะ
ต้องมางานพวกเราคนเดียวนะ เพราะ
คุณวิชาญ คงจะเข็ดพวกแม่นกกระจอก
กลุ่มนี้เสียแล้ว” อุษาพยายามเชิญชวน
สุภาพบุรุษ ที่หลงมานั่งในกลุ่มให้พูดบ้าง
“ถกกันเรื่องธรรมะก็น่าสนใจดี
นะครับ” วิชาญออกความเห็น ครั้น
เหลือบเห็นวิณายังไม่ได้รับถ้วยข้าวต้ม
เหมือนคนอื่น เขาจึงเสนอถ้วยของเขาให้
วีณา
"ขอบคุณมากค่ะ ดิฉันถือศีลแปดค่ะ
เชิญคุณวิชาญรับประทานเถิดนะคะ"
“เอ๊ะ การถือศีลแปด จะไป
นิพพานได้ไหม?” สุนทรีถามเสียงใสขณะ
ถือถ้วยข้าวต้มมาร่วมวง
“ถ้าอยากไปนิพพาน ก็ต้องถือคิล
แปดให้ได้ แล้วยังต้องปฏิบัติอย่างอื่น
อืกจ้ะ" วิณา อบ
เป็นต้นว่า ทำสมาธิ - วัชรีถาม
อย่างสนใจ
“อ้าว แล้วจะทิ้งคุณวิชาญไว้กับ
ใครล่ะ ไม่ห่วงคุณวิชาญแล้วหรือวัชรี
จะไปนิพพานคนเดียว” อุษาสัพยอก
เพื่อน
วีณาไม่สนใจ การกระเซ้าเย้าแหย่
ของเพื่อน ๆ ซึ่งฟังจากการพูดคุย และ
สังเกตจากการประพฤติปฏิบัติ ก็พอจะรู้
ว่า เพื่อน ๆ ที่นั่งล้อมวงอยู่นั้น ล้วนแต่มี
ความรู้ และประสบการณ์ในการปฏิบัติ
ธรรมน้อยเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่แต่ละคนก็มี
อายุใกล้กึ่งศตวรรษแล้ว เธอจึงคิดว่าควร
จะบำเพ็ญตนเป็นกัลยาณมิตร ชักนำหรือ
ชี้แนะเพื่อนฝูง ให้ปฏิบัติตามคำสอนของ
พระพุทธองค์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างสม
บารมีของตนเองด้วย เธอจึงเริ่มพูดด้วย
น้ำเสียงเป็นการเป็นงาน
( อ่านต่อ ฉบับหน้า )
กัลยาณมิตร 7 กรกฎาคม ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org