ข้อความต้นฉบับในหน้า
ได้กล่าวว่าเทวดาทั้งหลายต้องการที่จะรอพระมหา
กัสสปเถระซึ่งเป็นพระเถระที่เป็นผู้ใหญ่ที่สุด ไม่ได้อยู่ใน
ที่ประชุมนั้นด้วย ผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการถวายพระ
เพลิงก็ต้องรอ
ขอทำความเข้าใจเล็กน้อยว่าพระสาวกชั้นผู้
ใหญ่ของพระพุทธเจ้านั้น มีหลายท่านที่ได้ปรินิพพาน
ก่อนพระพุทธเจ้า เช่น ที่นาลันทา ซึ่งคณะได้ผ่านมา
แล้ว ท่านก็ได้เล่าถึงความหลังในครั้งพุทธกาลว่า
พระสารีบุตรเถระ เป็นพระอัครสาวกข้างขวาซึ่งนับว่า
เป็นผู้ใหญ่ที่สุดก็ปรินิพพานก่อนพระพุทธเจ้า หลังจาก
พระสารีบุตรเถระนิพพานไปแล้วไม่นานนัก พระโมค
คัลลาน์ ซึ่งเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้ายเป็นรองลงไปก็ปริ
นิพพานอีก เพราะฉะนั้นพระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นลำดับรองลง
มาก็สิ้นไปเสียก่อน ที่ยังเหลืออยู่ก็มี พระมหากัสสปเถระ
นี่แหละ ทีนี้พระมหากัสสปเถระท่านไม่ได้เดินทาง
ร่วมกับพระพุทธองค์ ท่านเป็นพระที่ชอบอยู่ป่า ขณะนั้น
กำลังเดินทางมาจากเมืองปาวาซึ่งเป็นเมืองคู่กันกับเมือง
สาลวโนทยาน ที่ปรินิพพาน
ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อ ๒๕๓๑ ปีมาแล้ว
ชื่อ วุฑฒบรรพชิต แปลว่าบวชเมื่อแก่ ท่านผู้นี้เป็นคนละ
องค์กับสุภัททปริพาชกที่ว่าได้มาทูลถามปัญหากะ
พระพุทธเจ้า และได้บวชในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับ
ขันธปรินิพพาน คนละองค์กัน ต้องแยกให้ถูกต้อง สุ
ภัททะที่บวชเมื่อภายแก่อยู่ในคณะของพระมหากัสสป
เถระนี้ก็ได้กล่าวคำแซงขึ้นมาในขณะเมื่อพระภิกษุทั้ง
กุสินารา ไม่ไกลกัน ตอนนั้นพระมหากัสสปเถระก็ยัง
ไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการปรินิพพาน เมื่อเดินทางมา
ในระหว่างทาง ท่านกับคณะได้เข้าพักในร่มไม้ ขณะนั้น
ก็ได้เห็นอาชีวกคนหนึ่ง อาชีวกก็เป็นนักบวชนอกพระ
พุทธศาสนาพวกหนึ่ง อาชีวกคนนั้นถือดอกไม้อย่าง
หนึ่งมา เป็นดอกไม้ที่แปลกจากปรกติ เขาเรียกว่าดอก
มณฑารพ ตามตำนานว่าเป็นดอกไม้สวรรค์ซึ่งได้ร่วง
หล่นลงมาในเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน หลายกำลังเศร้าโศกเสียใจว่า ท่านทั้งหลายอย่า
พระมหากัสสปเถระเห็นอาชีวกถือดอกไม้นี้มา ตาม
ตำนานว่าถือต่างร่มเพราะเป็นดอกไม้ใหญ่มาก ก็ได้ถาม
ว่า “ท่านได้ดอกไม้นี้มาจากที่ไหน” อาชีวกก็ได้เล่าให้
พระมหากัสสปะฟังว่า “ข้าพเจ้าได้มาจากสถานที่ ที่
พระสมณโคดมเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่านไม่รู้หรือ
พระสมณโคดมได้ปรินิพพานถึงบัดนี้ ๗ วันแล้ว”
จากการที่อาชีวกได้กล่าวคำตอบชี้แจงแก่พระ
มหาเถระครั้งนี้ พระสงฆ์ผู้เป็นบริวารติดตามพระมหา
กัสสปะก็ได้ทราบข่าวทั่วกัน เมื่อได้ทราบข่าวแล้วใน
เศร้าโศกเสียใจไปเลย พระสมณโคดมเสด็จปรินิพพานนี้ก็
เป็นการดีแล้ว เมื่อท่านยังดำรงพระชนม์อยู่นั้น ท่าน
ตรัสรู้จี้จุกจิก เดี๋ยวก็ห้ามไม่ให้ทำสิ่งโน้น เดี๋ยวก็ว่าควร
จะทำสิ่งนี้ สิ่งโน้นไม่ควรทำ ห้ามไม่ให้ทำ สิ่งนี้ควรทำ
ก็บอกให้ทำ ต่อแต่นี้ไปในเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปริ
นิพพานจากไปแล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ตามสะดวกใจ
อันนี้เป็นคำของบุคคลซึ่งแทนที่จะเศร้าโศกเสียใจในการ
ปรินิพพานขององค์พระศาสดาก็กลับดีใจ
ฝ่ายพระมหากัสสปเถระนั้น ท่านเป็นพระเถระ
หมู่ของพระสงฆ์ทั้งหมด ก็มีทั้งพระที่เป็นอริยเจ้าและพระ ผู้ใหญ่ ท่านก็ได้มองเห็นทั้งพระทั้งหลายที่มีความเศร้า
ที่เป็นปุถุชน ท่านที่เป็นพระอรหันต์ก็ได้แต่ปลงธรรม โศกเสียใจและได้สดับทั้งถ้อยคำที่เป็นการจ้วงจาบ
สังเวช ส่วนพระที่เป็นปุถุชนก็มีความเศร้าโศกเสียใจเป็น พระพุทธเจ้า ในส่วนที่เป็นการเศร้าโศกเสียใจนั้น
อันมาก พากันร้องไห้ฟูมฟายต่าง ๆ แต่ในหมู่พระเหล่า ท่านได้แสดงธรรมให้พระภิกษุทั้งหลายเข้าใจถึงคติ
นั้น ปรากฏว่ามีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งบวชเมื่อภายแก่ชื่อ ธรรมดาของสังขารตามหลักไตรลักษณ์ที่มีความไม่
สุภัททะ เราเรียก สุภัททวุฑฒบรรพชิต สุภัททะ เป็น เที่ยงแท้แน่นอนเป็นต้น แล้วก็กล่าวโอวาทต่าง ๆ ส่วนที่
๒๐ กัลยาณมิตร
Kalyanamitra.org
ตุลาคม ๒๕๓๑