ข้อความต้นฉบับในหน้า
รถยนต์นั้นนัก เพราะมีรถยนต์เข้ามาในอารามแห่งนี้เป็น
ครั้งคราวอยู่แล้วเป็นปกติธรรมดา เสียงรถยนต์ดังเข้า
มาในอารามครู่หนึ่งแล้วก็เงียบหายไป คงจะเป็นศรัทธา
ญาติโยมบางคนมาติดต่อธุระบางอย่างกับพระในวัดนั้น
ตามปกติ อาตมาสงบจิตแผ่เมตตาให้แก่ทุกคนที่เข้ามา
ในเขตอารามแล้วก็นั่งพักผ่อนต่อไป
ต่อมาอีกครู่หนึ่ง อาตมาสังเกตเห็นชายอายุกลาง
คน ๆ หนึ่ง กำลังเดินมาทางกุฏิของอาตมาอย่างระมัด
ระวัง เขาเดินช้า ๆ มองซ้ายมองขวาทีด้วยท่าทาง
ประหม่าหรือตกใจกลัวอะไรบางอย่าง เมื่อเขามายืนอยู่
เฉพาะหน้าอาตมาแล้วอาตมาก็สังเกตเห็นได้ว่าเขาเป็น
ชายอายุประมาณ ๕๐ ปี ผิวกายค่อนข้างขาว ร่างกาย
ค่อนข้างผอม ใส่กางเกงสีน้ำตาลแก่ใส่เสื้อเชิ้ตสีกากี
แขนยาว ใส่หมวกแบบจ๊อกกี้สีน้ำตาลซีด ๆ ลักษณะ
หน้าตาของเขาดูไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา เขายืนจ้องดู
ๆ
อาตมาด้วยหน้าตาค่อนข้างถมึงทึงไม่ถอดหมวกและ
ไม่ยกมือไหว้ ด้วยสัญชาตญาณบอกให้อาตมาทราบว่า
เขาจะมาร้ายมากกว่ามาดี แต่ถึงอย่างไรก็จะต้องถามดู
ให้รู้เรื่อง
“โยมมีธุระอะไรหรือ?” อาตมาถาม
เขาไม่ตอบซ้ำยังถามย้อนกลับมาว่า
"ท่านคือพระ ธรรมโฆษ” ใช่ไหม?”
“ใช่” อาตมาตอบ แล้วถามต่อไปว่า “โยมมีธุระ
อะไรกับอาตมาหรือ?”
“มี” เขาตอบห้วน ๆ “ธุระสำคัญมากทีเดียว”
“ถ้าอย่างนั้น เชิญโยมนั่งพักผ่อนให้สบายก่อน”
อาตมาตอบพลางสํารวมใจแผ่เมตตาให้เขา “จากลักษณะ
ท่าทางของโยมอาตมาก็พอจะทายได้เหมือนกันว่า โยม
กำลังมีธุระสำคัญ เชิญนั่งก่อน อาตมาจะนำน้ำมาให้
ดื่ม
เขานั่งลงบนขั้นบันไดข้างหน้าอาตมา อย่างว่าง่าย
อาตมาเอื้อมมือไปหยิบเอาคนโทน้ำ และแก้วน้ำที่ตั้งอยู่
ริมประตูมา เทน้ำใส่แก้วยื่นให้เขา เขารับเอาไปไว้ริมขอบ
กระดาน แล้วก็จ้องดูอาตมาเขม็ง
"โยมมีธุระอะไรก็ว่าไปเลย”
“ผมจะมาฆ่าท่าน
เขากล่าวออกมาอย่าง
เคียดแค้น คำพูดของเขาทำให้อาตมาถึงสะดุ้งสุดตัว
ทีเดียว แต่ก็ได้พยายามใช้สติข่มใจไว้ ทั้ง ๆ ที่รู้สึกงวยงง
ต่อสถานการณ์อย่างมาก เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคย
มีใครมาพูดเช่นนี้ต่อหน้าต่อตาเลย พยายามสงบใจ
แผ่เมตตาให้เขาอีกครั้งหนึ่งแล้วก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียง
ปกติธรรมดาว่า
กร้าว
“โยมจะฆ่าอาตมาทำไม?”
"ก็ฆ่าให้ตายละ” เขาตอบทันทีทันใดด้วยเสียง
“ถ้าโยมจะฆ่าอาตมาเพียงเพื่อให้อาตมาตาย
โยมก็ไม่จําเป็นต้องท่าบาปทำกรรมอันหนักนี้ เพราะอีก
ไม่ถึงร้อยปีอาตมาก็จะตายอยู่แล้ว อาตมาอยากทราบ
ว่าอะไรเป็นมูลเหตุทำให้โยมคิดฆ่าอาตมา โยมโกรธ
เมืองอาตมาด้วยเรื่องอะไร?”
ชายประหลาดนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขามองไปรอบ ๆ
ด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ
"ท่านไม่จำเป็นจะต้องรู้เหตุผล" เขากล่าวขึ้นเป็น
เชิงตัดบท
"อาตมาควรจะรู้ เพราะตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้
อาตมาไม่เคยก่อกรรมทำเวรไว้กับใครเลย นอกจาก
ได้เผลอกระทำไปโดยไม่เจตนาเท่านั้น อาตมาอยากทราบ
ว่าอาตมาได้ทำกรรมอะไรไว้กับโยม ถ้าเป็นกรรมหนัก
พอที่จะถูกฆ่า อาตมาก็จะยินยอมให้โยมฆ่าแต่โดยดี
จะให้อภัยแก่โยม ไม่ให้เป็นบาปเป็นกรรมแก่กันต่อไป
เป็นการใช้หนี้กรรมกันให้เสร็จเสียในชาตินี้ อาตมา
ไม่กลัวตายเสียดายชีวิตแต่อย่างใด เพราะอาตมาปลงตก
หมดแล้ว แต่ถ้าโยมฆ่าอาตมาด้วยเหตุผลไม่สมควร
หรือเกิดฆ่าผิดตัวเข้า จะเป็นบาปเป็นกรรมแก่โยมเอง”
“ไม่ผิดตัวแน่ ๆ ถ้าท่านเป็นพระ “ธรรมโฆษ
จริง
“พระ “ธรรมโฆษ” อาจจะมีหลายองค์ก็ได้ แล้ว
โยมจะรู้ได้อย่างไรว่า องค์ไหนเป็นองค์ที่โยมตั้งใจจะฆ่า
นอกจากจะบอกสาเหตุให้อาตมาทราบก่อน"
ชายคนนั้น ควักเอาปืนพกออกมาจากกระเป๋า
กางเกงถือไว้ในมือ และเล็งปากกระบอกปืนมาทาง
อาตมา
อ่านต่อฉบับหน้า
๑๐๒ กัลยาณมิตร
ตุลาคม ๒๕ng
Kalyanamitra.org