ข้อความต้นฉบับในหน้า
ต่อจากหน้า ๒๔
และจริยธรรมให้เด็กเลย ระเบียบวินัยมีก็
เหมือนไม่มี เด็กนักเรียนก็มีหน้าที่เรียนให้เก่ง
อย่างเดียว เรื่องอื่น ๆ ไม่ว่าความเคารพ ความ
มีระเบียบวินัย ดูเป็นเรื่องไม่สำคัญเลย มีสอน
บ้างก็ดูเหมือนว่าทำพอเป็นพิธี รู้สึกตัวเองเป็น
คนแปลกที่พูดจาสุภาพ เคร่งครัดกับระเบียบ
เคารพอ่อนน้อมกับครู-อาจารย์มากกว่า
คนอื่น ๆ
จำได้ว่าครั้งแรกไปหาคุณครูคลานเข่า
เข้าไป และพนมมือพูดกับครูตลอดเหมือนที่
เคยทำเมื่อเรียนอยู่ต่างจังหวัด รู้สึกว่าเพื่อน ๆ
มองและหัวเราะยิ้ม ๆ คุณครูเองก็เขิน ๆ
ตั้งแต่นั้นมาไม่เคยทำอีกเลย ใจหนึ่งก็คิดว่า
เราทำดีทำไมไม่ทำต่อ แต่ใจหนึ่งค้านว่าเป็น
เรื่องเชยไม่ทันสมัย ไม่มีใครเขาทำกันและ
เราควรทำตามอย่างเขา
ครั้นพอเรียนต่อในมหาวิทยาลัย สิ่ง
ต่าง ๆ ไม่ว่าเรื่องความเคารพ ความมีระเบียบ
วินัย กิริยามารยาท ที่คุณครูในชั้นประถม
และมัธยมต้นปลูกฝังไว้ดูเหมือนจะเลือนหายไป
เกือบหมด กลับมารับเอาความแปลกใหม่ใน
มหาวิทยาลัยจนหมดสิ้น ตั้งแต่คำพูดที่เริ่มใช้
คำไม่ค่อยสุภาพ เริ่มคุ้นเคยกับการเที่ยว
กลางคืน การคลุกคลีกับเพื่อนผู้ชาย แต่ดีที่ใจ
เตือนตนเองเสมอไม่ให้ทำสิ่งที่ผิด เพื่อนสูบบุหรี่
เพื่อนชวนดื่มเหล้า ชวนเล่นการพนัน เที่ยว
กลางคืนเราก็ไปนั่งดู แต่ไม่เคยทำ แต่ใจ
เริ่มยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ผิดเป็นเรื่องธรรมดา
สิ่งที่ภูมิใจขณะนั้นก็คือความคิดที่ยึดมั่นใน
การทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม จึงได้ทำ
กิจกรรมพัฒนาสังคมควบคู่กับการเรียน แม้ว่า
เพื่อน ๆ ที่ทำกิจกรรมจะดื่มเหล้าบ้าง เราก็ไม่
เคยร่วมกับเขาเลย
ต่อมาเมื่อเรียนจบหางานทำ ครั้งแรก
เป็นนักวิชาการเกษตรลูกจ้างในสถานีทดลอง
แห่งหนึ่ง ประสบการณ์ที่ได้รับ คือรู้สึกว่าทุก ๆ
คนทำงานเพื่อเงิน เพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียง จึง
ทำให้เกิดความคิดว่า คนเราเกิดมาเพื่อแสวง
หาสิ่งเหล่านี้เท่านั้นหรือ และตัวเราเองกำลัง
๘๐ กัลยาณมิตร
แสวงหาอะไร คำถามนี้ติดอยู่ในใจ โดยหา
คำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ดังนั้นจึงพยายามหา
งานอื่นทำ ซึ่งก็ได้ประสบความสำเร็จ คือได้
รับราชการครูในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
ในช่วงแรกตั้งใจทำหน้าที่เต็มที่ แต่
ต่อมาสิ่งแวดล้อมทำให้ความคิดเดิมเกิดขึ้นมา
อีก รู้สึกเบื่อ วัน ๆ ตื่นขึ้นไปทำงาน เย็นลง
กลับบ้านพักผ่อน เวลาว่างก็เที่ยวเล่นคุยกับ
คนโน้นคนนี้ เบื่อมาก ๆ ก็ชวนกันดื่มเหล้า เล่น
การพนัน จากการที่ไม่เคยคิดแตะต้องสิ่งเหล่านี้
ก็เริ่มทดลอง ครั้งแรกก็คิดว่าไม่เป็นไร ใคร ๆ
ก็ดื่ม ใคร ๆ ก็เที่ยว ความเป็นครูมีเพียงแค่
ถ่ายทอดวิชาการให้เด็กเท่านั้นเอง ฉะนั้นสิ่ง
แวดล้อมไม่ว่าครูหรือนักเรียน เรามองดูแล้วมี
แต่ความไม่ดีที่ทุกคนมองว่าดี
บางครั้งในความเงียบ คำถามก็ผุดขึ้น
มาในใจว่า “คนเราเกิดมาทำไม” หลาย
ครั้งที่พยายามหาคำตอบ แต่ไม่เคยเจอคำตอบ
ที่ชัดเจนถูกต้องเลย ชีวิตผ่านไปวัน ๆ จนเป็น
ครูครบ ๑ ปี เงินเดือนเพิ่มขึ้น พร้อมกับความ
รู้สึกบางอย่างก็รุนแรงเพิ่มขึ้น นั่นคือ รู้สึกว่า
เราจะปล่อยชีวิตให้เป็นไปอย่างนี้ไม่ได้
แน่นอน เราจะต้องลาออก ชีวิตจะต้องมี
อะไรมากกว่านี้ เราต้องแสวงหา แน่นอน
สิ่งนั้นไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ชื่อเสียงเกียรติยศ
เพราะเคยถามตัวเองหลายครั้งว่าเราทำงาน
เพื่อต้องการความร่ำรวย ต้องการชื่อเสียง
เกียรติยศหรือ ก็ตอบตัวเองทุกครั้งว่า “ไม่ใช่”
Kalyanamitra.org
เราไม่เคยปรารถนาสิ่งเหล่านี้ เพราะรู้สึกว่า
ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้มีความสุข ไม่ใช่สิ่งที่น่าภูมิใจ
เราต้องการสิ่งที่ดีมากกว่านี้ แต่เราไม่รู้ว่าสิ่ง
นั้นคืออะไร
วันหนึ่งเป็นวันที่สับสนมาก เพราะเพื่อน
ส่งโทรเลขบอกว่าถ้าจะเปลี่ยนงาน มีงานนัก
วิชาการที่กรมประมงให้ไปทำได้ทันทีภายใน
วันที่ ๑๐ แต่ชั่วคราว ใจหนึ่งก็ดีใจตัดสินใจ
ว่าลาออกทันที ไปทำงานได้โดยไม่ต้องดิ้นรน
หา แต่อีกใจหนึ่งค้านว่าเรามีอาชีพที่มั่นคง
ใคร ๆ ก็ต้องการ จะลาออกทำไม งานไม่ใช่หา
ได้ง่าย ๆ ทำงานลูกจ้างชั่วคราวจะได้อะไร
แต่ใจหนึ่งก็บอกว่าชีวิตไม่ใช่มีค่าเพียงแค่นี้
น่าจะมีอะไรมากกว่านี้ที่เราควรแสวงหา ใจ
คิดวนไปเวียนมา แต่ไม่บอกใคร บอกทุก ๆ คน
เพียงว่าจะลาออกแน่ ๆ เมื่อถึงกำหนดก็ลาออก
จริง ๆ ใคร ๆ ถามว่าทำไมลาออก ก็หาเหตุผล
ตอบไปตามเรื่อง แต่ใจตัวเองบอกว่านั้นไม่ใช่
เหตุผลที่แท้จริง เหตุผลที่แท้จริงมันอยู่ลึก ๆ
จนตัวเองก็ไม่รู้ไม่เข้าใจแน่ชัดว่า "สิ่งนั้นคือ
อะไร” เพราะความคิด ๒ ความคิดวนเวียน
สับสนไม่มีความคิดใดชนะ แต่เมื่อผลออกมาก็
เลยต้องเลิกคิด
ณ ที่ทำงานใหม่นี้เองที่ให้คุณค่าให้สิ่ง
ที่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่แสวงหามานานนั่นคือ เพื่อน
ที่ทำงานด้วยกันมาชวนไปวัดพระธรรมกาย
แต่ขณะนั้นก็บอกว่าไม่ไป ไปทำไมกันที่วัด
ไม่เห็นมีอะไรดี เราเองก็ไม่มีปัญหาชีวิตอะไร
ตุลาคม ๒๕๖๑