ข้อความต้นฉบับในหน้า
ด้วยสองพระหักกินี้ที่สร้างชาติ
หากไม่มี “สมเด็จย่า” ประเทศไทย
ก็ไม่มีพระเจ้าอยู่หัวผู้ประเสริฐถึงสองพระองค์
ประชาชนชาวไทยทั้งแผ่นดินเป็น “หนี้พระ
คุณ” สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ก็คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินความจริงเลย และ
เป็นหนี้พระคุณที่คนไทยต้องสำนึกด้วยชีวิต
เมื่อสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดช
วิกรม พระบรมราชชนกสิ้นพระชนม์ ในวันที่
๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ นั้น สมเด็จ
พระศรีนครินทราฯ มีพระชนมายุเพียง
๒๙
พรรษาเท่านั้น พระราชโอรสและ
พระราชธิดาทั้ง ๓ พระองค์ ก็ยังทรงพระเยาว์
นัก เกินกว่าจะทรงรับรู้ความเศร้าโศก ความ
สูญเสียครั้งใหญ่หลวง โดยเฉพาะพระราชโอรส
พระองค์เล็ก พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า
ภูมิพลอดุลยเดช (พระอิสริยยศขณะนั้น)
มีพระชนมายุเพียง ๒ พรรษา
ชนนี จึงทรงเป็นทั้ง “พ่อและแม่” นับแต่
บัดนั้นมา... เพียงลำพังพระองค์เดียว
- ในพระนิพนธ์ “แม่เล่าให้ฟัง” ของ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิ
วัฒนา ทรงบรรยายตอนทูลหม่อมพ่อสิ้น
พระชนม์เอาไว้ว่า
พระราช
แต่ในไม่ช้าก็ทรงต่อสู้พระโรค
ไม่ไหว และสิ้นพระชนม์ในวันที่ ๒๔ กัน
ยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ (ค.ศ. ๑๙๒๙) ข้าพ
เจ้าจำวันนั้นได้อย่างชัดทีเดียว หลังจากที่
ข้าพเจ้ากลับจากโรงเรียนราชินีหลัง
ตุลาคม ๒๕๓๑
26
บ่าย 4 โมง ข้าพเจ้าเดินอยู่บนขอบหิน
ของถนนหน้าตำหนักโดยกระทืบรองเท้า
ลงไปแรง ๆ ให้เสียงดัง ๆ โดยพยายาม
ไม่เหยียบเส้นต่อ มีคนมาบอกให้เงียบ ๆ
และให้ขึ้นไปหาแม่ที่ห้องแต่งตัวของแม่
แม่นั่งอยู่บนม้ายาวข้างหน้าหน้าต่าง แม่ดึง
ตัวข้าพเจ้าไปกอด และพูดอะไรที่ข้าพเจ้า
จำไม่ได้ และร้องไห้ ข้าพเจ้าก็ร้องไห้
ไปด้วย เพราะความตกใจที่เห็นแม่ร้องไห้
มากกว่าอื่น”
“แม่” สมเด็จพระราชชนนีผู้ประเสริฐ
ทรงมาจากสกุลสามัญชน พระนามเดิมว่า
สังวาลย์
แต่แม่ก็คือแม่ เผื่อแผ่แต่ความรักความ
ห่วงใยให้แก่ลูก ๆ ตลอดชีวิต แม่มักจะเป็น
ฝ่ายให้อย่างเดียว หัวใจของแม่เหมือนกันหมด
ไม่ว่าจะเป็นแม่ของสามัญชนธรรมดา หรือ
“สมเด็จแม่” ของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ใจของ
แม่นั้นหนักเทียมฟ้าและผาหิน อันรักอื่นหมื่น
แสนไม่แม้นเหมือนรักของแม่เลย
ในดวงพระหฤทัยของสมเด็จพระราช
ชนนีก็เช่นกัน แม้จะทรงสูญเสียพระสวามี
-
ตามเสด็จใต้เบื้องพระยุคลบาท
สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย รัตนวนาลี
ผู้เป็นที่รักยิ่ง ไม่มีแล้วทูลกระหม่อมแก้วที่เคย
เห็น... ความระทมเศร้ารันทดในชีวิต... ก็ไม่อาจ
มาลบล้างความรักจากใจแม่ได้ รักนั้นมั่นคง
นัก เมื่อลูกขาดร่มโพธิ์แก้ว อกแม่นี้แหละจะเป็น
ที่พักพิงให้ความอบอุ่น สองมือแม่นี้แหละ
จะโอบกอดลูกเป็นปราการปกป้องผองภัย
- นับแต่วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕
ซึ่งประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็น
ระบอบประชาธิปไตย พระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่
หลายพระองค์ต้องนิราศแรมไกล บางพระองค์
ต้องสิ้นพระชนม์ในต่างแดนอย่างโทมนัส
ทั้ง ๆ ที่เคยทรงทำคุณประโยชน์ไว้แก่แผ่นดิน
อย่างมากมาย
ในต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๖ สมเด็จพระราช
ชนนี เมื่อยังดำรงพระยศเป็น “หม่อมสังวาลย์
มหิดลฯ” พร้อมพระราชโอรสพระราชธิดา
ทั้ง ๓ พระองค์ เสด็จจากประเทศไทยไป
พำนักอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศ
ที่มีธรรมชาติสวยงาม พลเมืองมีอัธยาศัย
เพื่อให้พระราชโอรสธิดาทั้ง ๓ พระองค์
ได้รับการศึกษาที่ดี ทรงอยู่ในสภาพแวดล้อม
ที่เหมาะสม พระราชภาระนี้ใหญ่หลวงนัก
แต่ ณ ดินแดนแห่งนี้แหละที่สมเด็จพระราชชนนี
ทรงอภิบาลพระราชโอรสพระราชธิดาด้วย
สองพระหัตถ์โดยลำพังพระองค์เอง ให้ทรง
พระเจริญ งามพร้อมด้วยพระราชจริยาวัตร
สมบูรณ์พร้อมด้วยพระสติปัญญา สมพระ
กัลยาณมิตร ๕๕