ข้อความต้นฉบับในหน้า
คาถา
บทร้อยกรองที่กวีได้รจนาขึ้นเพื่อสรรเสริญพระรัตนตรัย
ถาม คาถาต่าง ๆ เช่น ชัยมงคลคาถา คาถาชินบัญชร มีกำเนิดอย่างไร ใครเป็นผู้แต่ง
คาถาเหล่านี้
ตอบ อย่าง ชัยมงคลคาถานี้ ก็เป็นการรวบรวมประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และของพระสาวก ถึงการชนะด้วยวิธีต่าง ๆ ของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นการชนะที่ไม่
ก่อเวร ก็สาวกรุ่นหลังนี่นะมาช่วยกันรวบรวมเป็นข้อความไว้ ชัย แปลว่า ชนะ ชัยมงคลแปลว่า
การชนะแบบมีมงคล ไม่ใช่ชัยชนะแบบจองเวร ยกตัวอย่าง ท่อนแรกที่พระสวดกัน สวดพาหุง
“พาหุงสหสุ สมพินิมุมิตสาวธนุตง ครีเมขลง ฯลฯ” เป็นเรื่องของ พระพุทธเจ้าชนะมาร
การชนะมารครั้งนั้น เมื่อวันตรัสรู้น่ะ พระองค์เอาหอกเอาดาบเอาข้าวไปทรงไล่ฟันพญามารหรือ
เปล่า? เปล่า! แต่ทรงตั้งใจระลึกถึงความดีของพระองค์ที่ทรงทำมา คือบารมีทั้ง ๑๐ ทัศ ที่สร้าง
มาอย่างดี เมื่อกำหนดนึกถึงความดีหนักเข้า ใจก็ไม่ฟุ้งซ่าน ใจก็อิ่มเอิบ พอใจอิ่มเอิบเข้า มารมันก็
เลยทำอะไรพระองค์ไม่ได้ นี่เป็นการชนะของพระองค์ ไม่มีการจองเวร ไม่มีเสียเลือดเสียเนื้อ
เป็นชัยชนะที่มีมงคล
ชัยชนะครั้งที่สอง ชนะ อาฬวกยักษ์ เจ้ายักษ์นักเลงโต บังคับพระพุทธเจ้าให้ทรงทำยัง
งั้นยังงี้ พระพุทธเจ้าแต่แรกก็ยอม เออออห่อหมกกับมันด้วย ถึงสุดท้ายพระองค์ไม่ยอม พระองค์เฉย ๆ
เสีย แล้วมันก็ตั้งปัญหาธรรมะมาถามพระองค์ พระองค์ก็ทรงแก้ได้จนหมด ในที่สุดเจ้ายักษ์ตัวนั้น
ก็ยอมตัวเป็นลูกศิษย์ของพระองค์ นั่นก็เป็นการชนะแบบชัยมงคล คือไม่มีการจองเวรจองกรรมกัน
ชัยชนะครั้งที่สาม ถือว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่ง คือเจ้าช้างตกมันชื่อ “นาฬาคิริง”
ช้างตัวนี้ตกมันด้วย แล้วเทวทัตมอมเหล้าอีกด้วย เอาเหล้าให้ช้างกิน ต้องการให้ช้างเหยียบ
พระพุทธเจ้าเสียให้ตาย เพราะตัวของเทวทัตเองอยากจะเป็นพระพุทธเจ้า ปรากฏว่าเจ้าช้างเมามัน
ด้วย เมาเหล้าด้วย วิ่งปร๊าด พอมาถึงพระพุทธเจ้าขณะเสด็จออกทรงบิณฑบาต พระองค์ก็ทรงแผ่
เมตตาให้ เจ้าช้างเลยสร่างเมา หมอบกราบพระพุทธเจ้าเสียเลย นี่เป็นชัยชนะที่ไม่มีเวร
ชัยชนะครั้งที่สี่ เป็นชัยชนะที่พระองค์มีต่อองคุลีมาล องคุลีมาลควงดาบมาเชียว จะมาฆ่า
พระองค์ จะตัดนิ้วไปร้อยเป็นมาลัยคล้องคอ เอาไปสังเวยอาจารย์ พอมาถึงพระองค์เข้า พระองค์
แสดงอิทธิปาฏิหาริย์เข้าก็เลยได้คิด ออกบวชตาม นี่ก็เป็นชัยชนะที่ไม่มีเวร
ชัยชนะครั้งที่ห้า เป็นชัยชนะอันเนื่องจากถูกใส่ร้ายป้ายสี คือมีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ นาง
จิญจมาณวิกา มาใส่ร้ายพระองค์ว่า พระองค์ไปทำเขาท้อง แม้แต่พระพุทธเจ้ายังถูกข้อหานี้เลย
นะ ทำเป็นเล่นไป แต่พระองค์ก็ทรงใช้ความสงบ ไม่ต่อล้อต่อเถียง ในที่สุดความมันก็แดงออก
มา ไม่ได้ท้องไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น แกเอาผ้าพันหน้าท้องให้นูน ๆ เท่านั้นเอง แล้วมายืนร้องด่า
พระพุทธองค์ มาเต้นเยิ้ว ๆ ผ้าที่พันไว้เลยหลุด ความก็เลยแตก เหล่านี้เป็นต้น
ในชัยมงคลคาถานี้เป็นเรื่องสรรเสริญความชนะที่ไม่มีการก่อเวร ทำไมชาวบ้านถึงชอบ
สวดกันมาก ก็มันได้เตือนใจว่า เออมีเรื่องอะไรแล้วละก็ เราจะพยายามหาวิธีแก้ไขที่นุ่มนวลที่
สุด จะไม่พยายามต่อความยาวสาวความยืด ซึ่งเป็นนิสัยของชาวพุทธ ทำให้มันสงบเรียบร้อยที่
สุด จึงหมั่นสวดหมั่นท่องกัน เรื่องเลือดล้างด้วยเลือด แบบฟันต่อฟัน ตาต่อตา ในพุทธศาสนาไม่
มี ในจิตใจชาวไทยไม่มี เพราะอาศัยอิทธิพลชัยมงคลคาถาที่อุตส่าห์ท่องบ่นสวดพร่ำกันมาแต่ปู่ย่า
ตาทวดน่ะ ใครเป็นคนแต่งไม่ทราบ ได้แต่งต่อ ๆ กันมา ได้แต่งกันมานานแล้ว แล้วต่อ ๆ
กันมา แต่เขาก็แต่งไม่ผิด คือเอาข้อความในพระไตรปิฎกมาทำเป็นข้อความร้อยกรองเข้านะ
เป็นลักษณะที่เรียกว่าฉันท์ พวกเรียนอักษรศาสตร์จะเข้าใจ
ตุลาคม ๒๕๓๑
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร ๖๗