สังโยชน์ ๑๐ วารสารกัลยาณมิตร ปี 2531 ฉบับที่ 10 เดือนตุลาคม หน้า 79
หน้าที่ 79 / 124

สรุปเนื้อหา

๑. สักกายทิฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลพตปรามาส ๔. กามราคะ ๕. ปฏิฆะ ๖. รูปราคะ ๗. อรูปราคะ ๘. มานะ ๙. อุทธัจจะ ๑๐. อวิชชา ทั้ง ๑๐ ประการนี้บางทีเราเรียกว่า สังโยชน์ ๑๐ พระโสดาบันจะสามารถละ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาสได้ มี ความเชื่อมั่นในคุณของพระรัตนตรัยเต็มที่ ไม่มีความลังเลเลย ส่วนพระสกิทาคามีก็ละ ได้ ๓ ข้อแรกเช่นเดียวกับพระโสดาบัน แต่ กิเลสข้อที่เหลือเบาบางลง ส่วนพระอนาคามี จะได้เพิ่มอีก ๒ ข้อ คือ กามราคะและปฏิฆะ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ใจจรดอยู่ในพระ นิพพานตลอดเวลาจึงละสังโยชน์ธุลีกิเลสทั้ง ๑๐ ประการ ได้อย่างสิ้นเชิง มีจิตผ่องใส บริสุทธิ์ตลอด เหตุที่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี และ พระอนาคามี ยังละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้ไม่หมด นั้น ก็เพราะใจยังจรดอยู่ในพระนิพพานได้ ไม่ตลอดเวลา ระดับโทษของกิเลส

หัวข้อประเด็น

- สังโยชน์ ๑๐

ข้อความต้นฉบับในหน้า

๑. สักกายทิฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลพตปรามาส ๔. กามราคะ ๕. ปฏิฆะ ๖. รูปราคะ ๗. อรูปราคะ ๘. มานะ ๙. อุทธัจจะ ๑๐. อวิชชา ทั้ง ๑๐ ประการนี้บางทีเราเรียกว่า สังโยชน์ ๑๐ พระโสดาบันจะสามารถละ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาสได้ มี ความเชื่อมั่นในคุณของพระรัตนตรัยเต็มที่ ไม่มีความลังเลเลย ส่วนพระสกิทาคามีก็ละ ได้ ๓ ข้อแรกเช่นเดียวกับพระโสดาบัน แต่ กิเลสข้อที่เหลือเบาบางลง ส่วนพระอนาคามี จะได้เพิ่มอีก ๒ ข้อ คือ กามราคะและปฏิฆะ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่ใจจรดอยู่ในพระ นิพพานตลอดเวลาจึงละสังโยชน์ธุลีกิเลสทั้ง ๑๐ ประการ ได้อย่างสิ้นเชิง มีจิตผ่องใส บริสุทธิ์ตลอด เหตุที่พระโสดาบัน พระสกิทาคามี และ พระอนาคามี ยังละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้ไม่หมด นั้น ก็เพราะใจยังจรดอยู่ในพระนิพพานได้ ไม่ตลอดเวลา ระดับโทษของกิเลส ะ ทั้ง ๓ ตระกูล ราคะ มีโทษน้อย แต่คลายช้า คน จะรักกัน อยู่กันฉันสามีภรรยา ถือว่าไม่ผิด ศีลธรรม ขออย่าไปนอกใจหรือไปมีชู้ก็แล้วกัน โทษของราคะไม่ค่อยหนักนัก แต่ว่าจะให้เลิกละ ก็ยากมาก คลายช้า คนลองรักกันแค่ไม่เห็น หน้าไม่กี่วันก็ทำท่าจะตายเอาให้ได้ บางที ตายแล้วเกิดใหม่ใจยังผูกพันกันอยู่เลย จะให้ เลิกรักเลิกยาก โทสะมีโทษมาก แต่คลายเร็ว เวลา ตุลาคม ๒๕๓๑ โกรธ ขัดใจขึ้นมาฆ่ากันได้ บางทีถึงขนาด ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ทำอนันตริยกรรมก็ยังได้ มีโทษ มาก แต่ทว่าคลายเร็ว ถ้าเขามาขอโทษขอโพย เอาอกเอาใจไม่นานก็หาย โทสะคลายเร็ว อย่างนี้ โมหะ มีโทษมากด้วย คลายช้าด้วย ความหลง ความไม่รู้พระสัทธรรมนี้มีโทษมาก ทำให้เราหลงไปทำบาปตกนรกเสียย่ำแย่ เรา ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารกันมานับ ภพนับชาติไม่ถ้วน ทนทุกข์กันตลอดมาก เพราะโมหะนี่เอง และแถมเจ้าโมหะความ หลงนี้ยังคลายช้าอีกด้วย คนลงไม่รู้จักบุญ จักบาปละก็กว่าจะแก้ได้ ท่านว่าหืดขึ้นคอเลย บางทีก็ต้องรอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ต่อ ๆ ไปโน้นยังไม่รู้จะแก้หายหรือเปล่า ข้อควรปฏิบัติ เราต้องทราบว่ากิเลสทั้ง ๓ ตระกูลนี้ มันฟู มันงอกงามได้ เช่น คนบางคนเดิมอาจจะ เป็นคนไม่โลภอะไร พอใจอยู่กับของของตน แต่ไม่ระวังตัว เผลอไปหน่อยเดียว มีลาภยศ มาล่อมาก ๆ เข้า อาจกลายเป็นคนโลภไปทำ บาปทำชั่วเพราะความอยากได้ก็ได้ เดิม อาจเป็นคนใจเย็น แต่ถูกยุถูกแหย่มาก ๆ เข้า กิเลสก็อาจงอกงาม กลายเป็นคนเจ้าโทสะไปได้ เหมือนกัน หรือเดิมก็เป็นคนธรรมดาทั่วไป เข้าใจธรรมะบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง บุญบาปก็แค่ สงสัยว่ามีหรือไม่ แต่ไปคบคนพาลเข้า กลาย เป็นมิจฉาทิฐิ ไม่เชื่อบุญเชื่อบาป ปฏิเสธนรก สวรรค์ คิดว่าพ่อแม่ไม่มีพระคุณต่อตัวเองเป็น ไปได้เหมือนกัน เราจึงต้องระวังตัวไม่ประมาทใน การทำความดี ตั้งใจทำสมาธิภาวนา ไปตามลำดับ ไม่ย่อท้อ สักวันหนึ่งก็คง จะทำใจหยุดใจนิ่งเข้าศูนย์กลางกาย เข้า ถึงพระธรรมกายในตัว ทำพระนิพพาน ให้แจ้งได้ และกำจัดธุลีกิเลสทั้งหลายให้ ร่อนหลุดไปจากใจ เป็นพระอรหันต์ เสวย สุขอันเป็นอมตะได้เหมือนกัน “ผู้ใดกำจัดโลภะได้แล้ว ไม่โลภ ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ผู้ใดกำจัดโทสะได้แล้ว ไม่ประทุษ ร้ายในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความ ประทุษร้าย ผู้ใดกำจัดโมหะได้แล้ว ไม่หลงใน อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง กิเลสทั้ง ๓ ตระกูลย่อมหมดไปจาก ใจผู้นั้น เหมือนหยาดน้ำตกจากใบบัว เหมือนผลตาลสุกหล่นจากขั้ว เหมือน อาทิตย์อุทัย ขจัดความมืดให้หมดไป ฉะนั้น" (พุทธพจน์) กัลยาณมิตร ๗๗ Kalyanamitra.org
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More