ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตุลาคม ๒๕๖๑
อยู่นั้น แทนที่จะเป็นอีแดงกลับเป็นสุนัขสีน้ำตาลไหม้
ตัวหนึ่งนอนกกอยู่แทน มันมองดูอาตมาด้วยสายตา
ตื่น ๆ อยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่ออาตมาดีดมือให้มันและเรียกมัน
ด้วยเสียงอ่อนโยน มันก็หลับตาพริ้มให้ลูกสุนัขทั้งสอง
ดูดนมต่อไป อาตมาได้เรียกเจ้าของบ้านมาดู เขาก็
ประหลาดใจเช่นเดียวกัน และประหลาดใจยิ่งขึ้นเมื่อ
ได้ทราบว่าสุนัขตัวนั้นเป็นสุนัขแม่ลูกอ่อนจากบ้านอีก
หลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางอีกฟากหนึ่งของทุ่งนา ห่างออกไปจาก
บ้านของเราประมาณครึ่งกิโลเมตร ตามปกติสุนัขตัวนั้น
เคยผ่านมาทางบ้านเราเป็นครั้งคราว แต่ทุก ๆ ครั้ง
จะถูกฝูงสุนัขบ้านเราไล่กัดหลบหนีแทบไม่ทัน เป็นอันว่า
เสียงเห่าหอนของสุนัขบ้านเราในคืนที่ผ่านมา ก็คือเสียง
เรียกร้องขอความช่วยเหลือจากสุนัขตัวนั้นนั่นเอง ตั้งแต่
นั้นมาสุนัขตัวนั้นก็มานอนกกให้ลูกสุนัขทั้งสองกินนม
ทั้งเช้าและเย็น ส่วนอีแดงซึ่งไม่มีน้ำนมให้กินก็สบายไป
อาตมาเห็นพ้องต้องกับเจ้าของบ้านว่า แม้แต่สุนัขซึ่งเป็น
ศัตรูกันเมื่อถึงคราวคับขันมันก็ยังช่วยเหลือกัน
ของพระบรมศาสดาอย่างแท้จริงนั้น แม้แต่เทพเจ้า
เหล่าอทิสมานกายก็รับรู้และให้การสนับสนุน ถ้า
เห็นว่าอะไรผิดพลาดบกพร่องก็ตักเตือนทันที ถ้า
เห็นเราประพฤติปฏิบัติถูกต้องก็อนุโมทนาสาธุการ
และคอยคุ้มครองป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ ให้
สำหรับคราวนี้ อาตมาก็หันเข้าตรวจดูความ
ประพฤติพระธรรมวินัยของตนทันที แต่พิจารณาอย่าง
ละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่วาระแรกที่ตื่นนอนแล้วก็ไม่เห็น
มีอะไรผิดพลาด บกพร่อง อาตมาได้ปฏิบัติกิจวัตร
ทุกอย่างด้วยสติสัมปชัญญะเต็มบริบูรณ์อย่างทุกวันมา
ถ้าอย่างนั้นงูตัวนั้นปรากฏตัวขึ้นด้วยเหตุอันใด เมื่อ
คิดหาเหตุใด ๆ ไม่พบ อาตมาก็เลยตกลงใจเอาโดย
สามัญสำนึกว่า งูตัวนั้นคงจะเป็นงูธรรมดาที่พลัดตกลงมา
จากต้นไม้ ส่วนอาการวิปริตของมันนั้นก็คงเป็นผลแห่ง
ความเจ็บปวดหรือจุกเสียดอันเกิดจากที่สูงกระทบพื้น
เท่านั้นเอง คงไม่ใช่รุกขเทวดามาตักเตือนเป็นแน่ คิดดังนี้
แล้ว อาตมาก็ขจัดความคิดเรื่องงูออกไปจากจิตใจแล้วก็
คิดวิจารณ์ธรรมต่อไป
อาตมากลับสู่กุฏิน้อยในตอนเย็น จัดการเช็ดถูพื้น
กุฏิ ปัดกวาดบริเวณแล้วก็นั่งพักผ่อนอยู่บนเฉลียงของ
กุฏิน้อย ขณะที่นั่งอยู่นั้นภาพของงูเขียวหางแดงได้
ปรากฏตัวขึ้นมาในใจอีก เป็นธรรมดาที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
อาตมาแผ่เมตตาจิตให้งูเขียวตัวนั้น และแก่ตระกูล
พญางูทั้ง ๔ คือ วิรูปักข์ เอราปถะ ฉัพยาปุตต์
กัณหาโคตมกะ แล้วก็นั่งจ้องดูมันต่อไป ครู่หนึ่งต่อมา
งูเขียวตัวนั้นได้ฉกกัดใบไม้แห้งใบหนึ่ง แล้วก็ล้มตัว
ลงนอนดิ้นพราด ๆ บนใบไม้แห้งคล้ายกับถูกตีได้รับ
ความเจ็บปวด แต่แล้วมันชูหัวขึ้นตั้งอยู่ในท่าปกติ จ้อง
มองดูอาตมาอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็เลื้อยหายเข้าไปในโพรงไม้ คล้ายกับมาท้าทายให้เราคิดอีกครั้งหนึ่งเพื่อหาคำตอบ
ต้นเดิมนั่นเอง อาตมารู้สึกประหลาดใจต่อกิริยาอัน
แปลกประหลาดของงูตัวนั้นอย่างมาก พยายามคิด
ทบทวนดูเหตุผลอยู่เป็นเวลานานก็คิดไม่ออก
ซึ่งเรายังสงสัยลังเลมักจะปรากฏขึ้นมารบกวนจิตใจเสมอ
ให้ได้ อาตมาได้ใช้เวลานั่งพักผ่อนนั้นคิดหาเหตุผลเรื่อง
ของงูอีก แต่ก็ไม่พบคำตอบใด ๆ ตามเคย
ขณะที่กำลังนั่งคิดอยู่นั้น หูแว่วได้ยินเสียงรถยนต์
ดังกระหึ่มมาแต่ไกล อาตมาไม่ได้เอาใจใส่กับเสียง
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การปรากฏตัวของงู
มีความหมายเพียงอย่างเดียวสำหรับอาตมา คือเมื่อ
อาตมาได้ประพฤติล่วงละเมิดพระวินัยข้อใดข้อหนึ่ง
โดยไม่รู้สึกตัวในระหว่างเวลากลางวัน พอถึงตอนเย็น
จะพบงูหรือสัตว์ร้ายบางชนิดทันที ทุกครั้งที่พบงูอาตมา
จะทบทวนดูการประพฤติปฏิบัติของตนในวันนั้นอย่าง
ละเอียด และในที่สุดก็จะพบข้อบกพร่องข้อใดข้อหนึ่ง
ทันที เมื่อพบแล้วก็แสดงความเสียใจและอธิษฐาน
ใจว่าจะไม่กระทำความผิดนั้นอีก ในที่สุดงูนั้นก็จะ
เลื้อยเข้าป่าเข้าโพรงไม้หรือเข้ารูหายไป พระอาจารย์
ของอาตมาเคยสอนไว้ว่า งูนั้นเป็นแต่เพียงรุกขเทวดา
แปลงเพศมาตักเตือนด้วยความหวังดีเท่านั้น เพราะ
ผู้ที่อุทิศชีวิตเพื่อการประพฤติปฏิบัติตามคำสอน
กัลยาณมิตร ๑๐๑
Kalyanamitra.org