ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตุลาคม ๒๕
เป็นค่าจ้วงจาบของพระสุภัททะนั้น ท่านก็ได้แต่กำหนดใจ
เอาไว้ว่า นี่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปใหม่ ๆ ยังมี
บุคคลกล่าวถ้อยคําที่เป็นการจ้วงจาบได้ถึงเพียงนี้ ถ้า
กาลเวลาล่วงไปนานก็อาจจะมีเหตุการณ์ที่ไม่ดีไม่งาม
การไม่เชื่อฟังถ้อยคำ การไม่ปฏิบัติตามคำสอนของ
พระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นได้มากมาย เป็นเรื่องที่จะต้องนำมา
พิจารณาดำเนินการอะไรบางอย่างที่จะให้เกิดความ
มั่นคงแก่พระศาสนา โดยเฉพาะท่านเป็นพระผู้ใหญ่
รับผิดชอบหมู่คณะ ท่านจึงถือเรื่องนี้เป็นสำคัญมาก
แต่ว่ายังไม่กล่าวอะไรก็เก็บไว้ก่อน ได้แต่กล่าวโอวาท
สั่งสอนพระ และนำคณะเดินทางมายังสถานที่ ที่เมือง
กุสินารา แล้วก็เดินทางมาถึงที่จัดทำการถวายพระเพลิง
พระพุทธสรีระ คือที่มกุฏพันธนเจดีย์ ที่เราทั้งหลาย
นั่งอยู่ในบัดนี้ เมื่อพระมหากัสสปเถระมาถึงแล้ว ก็
ดับขันธปรินิพพานที่เมืองของเรานี้ แสดงว่าพระองค์เห็น
ความสำคัญของเมืองเรา ต้องการเหมือนอย่างจะมอบ
พระพุทธสรีระให้ เราก็ควรจะแสดงความเคารพ แสดง
ความเอาใจใส่ในพุทธสรีระพระบรมสารีริกธาตุนี้เก็บไว้
บูชาให้เป็นหลักเป็นฐาน ณ สถานที่นี้ ก็เลยคิดว่าจะ
ไม่ยอมแบ่งให้ใคร ทีนี้ประเทศอื่น ๆ ที่ส่งตัวแทนมา
ก็ชักจะไม่พอใจ ไป ๆ มา ๆ ก็จะเกิดการรบพุ่งแย่งชิงกัน
ขึ้นในที่สุดก็ปรากฏว่ามีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่า โทณ
พราหมณ์ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของผู้นำประเทศต่าง ๆ
เห็นว่าถ้าปล่อยไว้จะเกิดการรบฆ่าฟันอะไรกันซึ่งเป็นการ
ไม่ดี ก็เลยขอเข้ามาเจรจาทำความตกลงในหมู่ทูตและ
กองทัพเหล่านั้น โทณพราหมณ์ก็เลยได้ทำหน้าที่เป็น
ผู้แบ่งแจกพระบรมสารีริกธาตุให้เป็นส่วน ๆ เท่า ๆ กัน
ประเทศต่าง ๆ ที่ส่งทูต ส่งกองทัพส่งตัวแทนมาก็ได้รับ
ดำเนินการเกี่ยวกับการถวายพระเพลิงพุทธสรีระต่อไป เอาส่วนแบ่งนั้นไปก่อพระสถูปไว้ในดินแดนของตนเอง
พระมหากัสสปเถระได้เข้ามานมัสการอภิวาท เพื่อเป็นที่สักการบูชาต่อไป ความโดยย่อก็เป็นทำนองนี้
กราบไหว้พระบรมศพตามความในเรื่องนั้นว่า พระบาท
ของพระพุทธเจ้าได้ออกมาจากเครื่องห่อพระบรมศพ
มารับอภิวาทคือ การกราบไหว้ของพระมหากัสสปะ
เมื่อพระมหากัสสปเถระได้อภิวาทกราบไหว้แสดงความ
เคารพต่อพระพุทธสรีระเสร็จแล้ว ไฟก็ลุกติดมาเอง
เรียกว่า ไฟทิพย์ คือไฟเทวดานั่นเอง การถวายพระเพลิง
พระพุทธสรีระก็ได้ดำเนินไปจนกระทั่งเสร็จสิ้น
มีจุดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งว่า เมืองกุสินาราของ
แคว้นมัลละนี้เป็นเมืองเล็ก ๆ ถ้าเทียบกับประเทศมหา
อำนาจอื่น ๆ ในสมัยนั้นอย่างที่ได้กล่าวถึงในครั้งก่อน ๆ
เช่น แคว้นมคธ แคว้นโกศล แคว้นวังสะ เป็นต้น พวก
นั้นเป็นแคว้นที่ใหญ่มีอำนาจมากโดยเฉพาะแคว้นมคธ
และโกศลนั้น มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
มาก แคว้นมคธก็เป็นที่ ที่พระพุทธเจ้าประดิษฐาน
เมื่อถวายพระเพลิงพุทธสรีระเสร็จแล้ว พระพุทธศาสนา ส่วนแคว้นโกศลซึ่งมีเมืองสาวัตถีเป็น
"การเก็บพระอัฐิธาตุ หรือเรียกว่า พระบรมสารีริกธาตุ เมืองหลวงก็เป็นที่ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับมากที่สุด
จากนั้นข่าวก็แพร่หลายออกไปถึงเมืองต่าง ๆ ที่พระ ที่พระเชตวัน กับบุพพาราม พระธรรมเทศนาของ
พุทธเจ้าได้เคยเสด็จไปซึ่งเป็นถิ่นที่ชาวเมืองและพระ พระพุทธเจ้าเกิดในเมืองสาวัตถีนั้นมากที่สุด เพราะ
เจ้าแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ผู้นำของประเทศมีความ ฉะนั้น เมืองทั้ง ๒ นั้น จึงมีความสำคัญในพระพุทธศาสนา
เคารพนับถือในพระองค์ เมื่อแต่ละถิ่นได้ทราบข่าวคราว
แล้วก็มีความรำลึกถึงพระพุทธเจ้า และอยากจะได้
ก็มี
พระบรมสารีริกธาตุไว้เป็นอนุสรณ์เครื่องรำลึกถึงพระองค์
เป็นเครื่องสักการบูชาต่อไป เพราะความที่ต้องการ
มาก แต่เมื่อปรินิพพาน พระพุทธเจ้ากลับเสด็จมา
ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ซึ่งสมัยนั้นเป็นเมืองหลวง
ของแคว้นมัลละ อันเป็นแคว้นที่มีอำนาจน้อยลงมากแล้ว
เป็นแคว้นเล็ก ๆ ครั้งหนึ่งก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จ
พระบรมสารีริกธาตุนั้นก็เกรงว่าเมืองกุสินารานี้จะยึด ดับขันธปรินิพพาน พระอานนท์ได้ทูลถาม เป็นทำนอง
ครอบครองไว้ผู้เดียว จะต้องหาทางแบ่งกันจึงส่งทูต
ส่งกองทัพมาขอแบ่งส่วนพระสารีริกธาตุ ปรากฏว่า
มีมาถึง ๓ นคร ความตอนนี้ขอเล่าแต่เพียงย่นย่อว่า
เมื่อทูตและกองทัพของนครต่าง ๆ มีแคว้นมคธเป็นต้น
ที่เป็นมหาอำนาจ มาถึงก็อยู่ข้างนอกแล้วก็ขอเจรจา
ที่จะแบ่งส่วนพระสารีริกธาตุ ทางฝ่ายมัลลกษัตริย์
ก็เกิดความหวงแหนขึ้นมาว่า การที่พระพุทธเจ้าเสด็จมา
ท้วงพระองค์ว่า เหตุใดพระองค์จึงได้เสด็จมาดับขันธ
ปรินิพพานที่เมืองกุสินาราซึ่งอยู่ในแคว้นเล็ก ๆ ทำไม
ไม่เสด็จไปปรินิพพานที่เมืองใหญ่ ๆ อย่างเมืองราชคฤห์
เมืองสาวัตถี เมืองเวสาลีอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นเมือง
ของประเทศมหาอำนาจ เป็นประเทศยิ่งใหญ่แล้วก็มีผู้นำ
มีกษัตริย์ผู้ปกครองซึ่งเคารพนับถือพระองค์ พระ
พุทธเจ้าก็ได้ตรัสเป็นทำนองว่าอย่าไปนึกว่าเมืองกุสินารา
กัลยาณมิตร อด
Kalyanamitra.org