การสำรวจวัดโพธาราม วารสารกัลยาณมิตร ปี 2534 ฉบับที่ 5 หน้า 68
หน้าที่ 68 / 116

สรุปเนื้อหา

ริมน้ำมีเนื้อที่เพียงครึ่งเดียว จึงมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยม ผืนผ้า ภายในมีอะไรบ้าง ฉันก็จะเล่าให้เบญจ์ฟัง ตามที่เห็นก็แล้วกัน จะไล่จากทิศใต้ขึ้นไปนะจ๊ะ เราวนกลับมาเจอกำแพงแก้วที่คั่นกลางเขต พุทธาวาส ตั้งแต่กำแพงชั้นนอกทั้งทิศเหนือและทิศ ใต้แล่นมาจดปลายพระระเบียงที่ล้อมพระมหาเจดีย์ ใหญ่ (จะเล่าถึงทีหลังนะจ๊ะ) ซึ่งอยู่ตรงกลาง สมัย รัชกาลที่ ๑ เคยมีประตูที่กำแพงแก้วนี้ ๒ ประตู คือเป็นประตูกลางวัด รูปทรงเป็นประตูยอด รัชกาลที่ ทรงแปลงเป็นประตูซุ้มทรงฝรั่ง ประดับด้วย กระเบื้องถ้วย ข้างในประตูก็ดีและข้างนอกประตูก็ดี ตั้งรูปฝรั่งทำด้วยหินเขียวข้างละ ๒ ตัวสูงกว่าเบญจ์สัก ๒ เท่าครึ่ง นัยว่าสูงร่วม ๔ เมตรกระมัง มือ กุมตะบอง พี่นิภาให้ฉันไปยืนใกล้ ๆ จะถ่ายรูปให้ ฉันรู้สึกแหยง ๆ ไม่เอาดีกว่า ท่าทางแกแสยะยิ

หัวข้อประเด็น

- การสำรวจวัดโพธาราม

ข้อความต้นฉบับในหน้า

ๆ ซีกตะวันออกและซีกตะวันตก ซีกตะวันออกเป็นเนื้อ ที่ส่วนใหญ่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีสิ่งต่าง ดังที่เล่าให้เบญจ์ฟังมาแล้วตั้งแต่ฉบับที่แล้ว จนถึง ฉบับนี้ตอนต้นนี้แหละ ส่วนซีกตะวันตกใกล้มาทาง ริมน้ำมีเนื้อที่เพียงครึ่งเดียว จึงมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยม ผืนผ้า ภายในมีอะไรบ้าง ฉันก็จะเล่าให้เบญจ์ฟัง ตามที่เห็นก็แล้วกัน จะไล่จากทิศใต้ขึ้นไปนะจ๊ะ เราวนกลับมาเจอกำแพงแก้วที่คั่นกลางเขต พุทธาวาส ตั้งแต่กำแพงชั้นนอกทั้งทิศเหนือและทิศ ใต้แล่นมาจดปลายพระระเบียงที่ล้อมพระมหาเจดีย์ ใหญ่ (จะเล่าถึงทีหลังนะจ๊ะ) ซึ่งอยู่ตรงกลาง สมัย รัชกาลที่ ๑ เคยมีประตูที่กำแพงแก้วนี้ ๒ ประตู คือเป็นประตูกลางวัด รูปทรงเป็นประตูยอด รัชกาลที่ ทรงแปลงเป็นประตูซุ้มทรงฝรั่ง ประดับด้วย ๓ กระเบื้องถ้วย ข้างในประตูก็ดีและข้างนอกประตูก็ดี ตั้งรูปฝรั่งทำด้วยหินเขียวข้างละ ๒ ตัวสูงกว่าเบญจ์สัก ๒ เท่าครึ่ง นัยว่าสูงร่วม ๔ เมตรกระมัง มือ กุมตะบอง พี่นิภาให้ฉันไปยืนใกล้ ๆ จะถ่ายรูปให้ ฉันรู้สึกแหยง ๆ ไม่เอาดีกว่า ท่าทางแกแสยะยิ้ม ยังไงอยู่ ไม่น่าไว้ใจ ท่านพระครูฯเคยเล่าว่า มา โครโปโลเดินทางไปจีนเป็นคนแรก แล้วให้คนจีน สร้างรูปแก จึงเรียกสิ่งที่จีนสร้างแบบฝรั่งว่า “ฝรั่ง กังไส” ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจคำนี้ เคยเห็นชามเห็น กำไลที่เรียก กังไส คล้ายกระเบื้องเคลือบ เลยยังงง ไม่กระจ่างและไม่พร้อมที่จะอธิบายให้เบญจ์ฟัง เบญจ์ คงไม่ว่ากระไรนะจ๊ะ เราเดินเข้าประตูทางทิศใต้ ก็พบ หอระฆัง ซึ่งมี ๒ หอ หอระฆังทางทิศใต้สร้างไว้แต่ครั้งรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยกฐาน สูงร่วม ๔ เมตร มีบันไดทางขึ้น ๒ ด้าน ครั้ง ซ่อมวัดครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ โปรดให้ประดับ กระเบื้องถ้วยที่ตัวหอระฆังมุมของหอระฆังย่อมุมไม้ สิบสอง มีกำแพงแก้วกรุด้วย กระเบื้องปรุเคลือบสีเหลือง อร่ามเชียวนะเบญจ์ มุมกำแพง ก็ย่อมุมไม้สิบสองด้วยเช่นกัน ตรงหัวเสากำแพงแก้ว เขาทำ แปลกดีนะเบญจ์ ตั้งสมุน พระราม ก็วานรไงล่ะ เป็นหิน สีเทาอมเขียวมุมละ ๓ ตัว รวม ตัว ไม่เชื่อก็มานับเอง ๑๒ 55 ก ล ย า ณ ม ต ร ลวดลายประตูเข้า พระวิหารน้อย เสาบันไดทั้งตรงหัวและปลายบันได ตั้งวานรหิน เหมือนกัน แล้วรัชกาลที่ ๓ โปรดให้สร้างหอระฆัง ทางด้านเหนือแบบเดียวกันอีกหอหนึ่ง ๓ เราเดินกันอีกนิดก็ถึง ศาลาการเปรียญ ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ เคยเป็นพระอุโบสถเก่า มาก่อนเมื่อครั้งเป็นวัดโพธาราม สร้างด้วยไม้ เมื่อ รัชกาลที่ ๑ ๑ ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ จึงแปลงเป็น ศาลาการเปรียญ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ เครื่องไม้ชำรุด มาก จึงโปรดให้รื้อทำใหม่ทั้งหมด ณ บริเวณเดิม โดยให้ก่ออิฐถือปูน ยกพื้นศาลาการเปรียญสูง สร้างเป็นอาคารทรงไทย หลังคาลด ๓ ซัน มุง กระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ด้านนอกให้ต่อพาไลออกมา (พาไล คือชายคาที่ ต่อใหม่อีกชั้นจากตัวอาคารคล้ายปีกนก โดยให้มี ระดับต่ำกว่าชายคาบน) มีเสาหารรอบรองรับพาไล ซุ้มประตูหน้าต่างลงรักปิดทอง กำแพงแก้วแนวมุข ทั้ง ๒ ข้างกรุด้วยกระเบื้องปรุเคลือบสีขาวขุ่นที่เรียกกัน ว่า “สีค่อน” ตรงทางที่ขึ้นลงทำเหมือนเกย ตรงหัว บันได ๒ ข้าง ตั้งสิงโตจีนทำด้วยหิน ที่แปลกก็คือ หน้าเกยมีซุ้มประทีปหิน ชั้น มองดูคล้ายเกี่ยว ของจีนมากกว่า มุขหน้า ๒ และมุขหลังอีก ๒ รอบ ศาลาการเปรียญเป็นลาน ๓
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More