ข้อความต้นฉบับในหน้า
ๆ
ซีกตะวันออกและซีกตะวันตก ซีกตะวันออกเป็นเนื้อ
ที่ส่วนใหญ่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีสิ่งต่าง
ดังที่เล่าให้เบญจ์ฟังมาแล้วตั้งแต่ฉบับที่แล้ว จนถึง
ฉบับนี้ตอนต้นนี้แหละ ส่วนซีกตะวันตกใกล้มาทาง
ริมน้ำมีเนื้อที่เพียงครึ่งเดียว จึงมีรูปทรงเป็นสี่เหลี่ยม
ผืนผ้า ภายในมีอะไรบ้าง ฉันก็จะเล่าให้เบญจ์ฟัง
ตามที่เห็นก็แล้วกัน จะไล่จากทิศใต้ขึ้นไปนะจ๊ะ
เราวนกลับมาเจอกำแพงแก้วที่คั่นกลางเขต
พุทธาวาส ตั้งแต่กำแพงชั้นนอกทั้งทิศเหนือและทิศ
ใต้แล่นมาจดปลายพระระเบียงที่ล้อมพระมหาเจดีย์
ใหญ่ (จะเล่าถึงทีหลังนะจ๊ะ) ซึ่งอยู่ตรงกลาง สมัย
รัชกาลที่ ๑ เคยมีประตูที่กำแพงแก้วนี้ ๒ ประตู
คือเป็นประตูกลางวัด รูปทรงเป็นประตูยอด รัชกาลที่
ทรงแปลงเป็นประตูซุ้มทรงฝรั่ง ประดับด้วย
๓
กระเบื้องถ้วย ข้างในประตูก็ดีและข้างนอกประตูก็ดี
ตั้งรูปฝรั่งทำด้วยหินเขียวข้างละ ๒ ตัวสูงกว่าเบญจ์สัก
๒ เท่าครึ่ง นัยว่าสูงร่วม ๔ เมตรกระมัง มือ
กุมตะบอง พี่นิภาให้ฉันไปยืนใกล้ ๆ จะถ่ายรูปให้
ฉันรู้สึกแหยง ๆ ไม่เอาดีกว่า ท่าทางแกแสยะยิ้ม
ยังไงอยู่ ไม่น่าไว้ใจ ท่านพระครูฯเคยเล่าว่า มา
โครโปโลเดินทางไปจีนเป็นคนแรก แล้วให้คนจีน
สร้างรูปแก จึงเรียกสิ่งที่จีนสร้างแบบฝรั่งว่า “ฝรั่ง
กังไส” ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจคำนี้ เคยเห็นชามเห็น
กำไลที่เรียก กังไส คล้ายกระเบื้องเคลือบ เลยยังงง
ไม่กระจ่างและไม่พร้อมที่จะอธิบายให้เบญจ์ฟัง เบญจ์
คงไม่ว่ากระไรนะจ๊ะ
เราเดินเข้าประตูทางทิศใต้ ก็พบ หอระฆัง
ซึ่งมี ๒ หอ หอระฆังทางทิศใต้สร้างไว้แต่ครั้งรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยกฐาน
สูงร่วม ๔ เมตร มีบันไดทางขึ้น ๒ ด้าน ครั้ง
ซ่อมวัดครั้งใหญ่ในรัชกาลที่
โปรดให้ประดับ
กระเบื้องถ้วยที่ตัวหอระฆังมุมของหอระฆังย่อมุมไม้
สิบสอง มีกำแพงแก้วกรุด้วย
กระเบื้องปรุเคลือบสีเหลือง
อร่ามเชียวนะเบญจ์ มุมกำแพง
ก็ย่อมุมไม้สิบสองด้วยเช่นกัน
ตรงหัวเสากำแพงแก้ว เขาทำ
แปลกดีนะเบญจ์ ตั้งสมุน
พระราม ก็วานรไงล่ะ เป็นหิน
สีเทาอมเขียวมุมละ ๓ ตัว รวม
ตัว ไม่เชื่อก็มานับเอง
๑๒
55 ก ล ย า ณ ม ต ร
ลวดลายประตูเข้า
พระวิหารน้อย
เสาบันไดทั้งตรงหัวและปลายบันได ตั้งวานรหิน
เหมือนกัน แล้วรัชกาลที่ ๓ โปรดให้สร้างหอระฆัง
ทางด้านเหนือแบบเดียวกันอีกหอหนึ่ง
๓
เราเดินกันอีกนิดก็ถึง ศาลาการเปรียญ
ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ เคยเป็นพระอุโบสถเก่า
มาก่อนเมื่อครั้งเป็นวัดโพธาราม สร้างด้วยไม้ เมื่อ
รัชกาลที่ ๑
๑ ทรงสร้างพระอุโบสถใหม่ จึงแปลงเป็น
ศาลาการเปรียญ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ เครื่องไม้ชำรุด
มาก จึงโปรดให้รื้อทำใหม่ทั้งหมด ณ บริเวณเดิม
โดยให้ก่ออิฐถือปูน ยกพื้นศาลาการเปรียญสูง
สร้างเป็นอาคารทรงไทย หลังคาลด ๓ ซัน มุง
กระเบื้องเคลือบสี มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์
ด้านนอกให้ต่อพาไลออกมา (พาไล คือชายคาที่
ต่อใหม่อีกชั้นจากตัวอาคารคล้ายปีกนก โดยให้มี
ระดับต่ำกว่าชายคาบน) มีเสาหารรอบรองรับพาไล
ซุ้มประตูหน้าต่างลงรักปิดทอง กำแพงแก้วแนวมุข
ทั้ง ๒ ข้างกรุด้วยกระเบื้องปรุเคลือบสีขาวขุ่นที่เรียกกัน
ว่า “สีค่อน” ตรงทางที่ขึ้นลงทำเหมือนเกย ตรงหัว
บันได ๒ ข้าง ตั้งสิงโตจีนทำด้วยหิน ที่แปลกก็คือ
หน้าเกยมีซุ้มประทีปหิน ชั้น มองดูคล้ายเกี่ยว
ของจีนมากกว่า มุขหน้า ๒ และมุขหลังอีก ๒ รอบ
ศาลาการเปรียญเป็นลาน
๓