ข้อความต้นฉบับในหน้า
เล่านิทานให้ ท ล า น ฟัง
อุบายบอกทุกข์
โดย น้าอึด
สวัสดีค่ะ หลาน ๆ ที่น่ารักทุกคน
เกิดเป็นคน จะให้มีแต่ความสุขสบายโดย
ไม่มีความทุกข์เลยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ ความทุกข์
ถ้าจะเปรียบก็เป็นเสมือนเพื่อนจร คือมันมักจะมา
เยือนเราอยู่เสมอ ๆ มาอยู่กับเราชั่วครู่ชั่วยาม แล้ว
ก็จากไป ความทุกข์ใหม่ ๆ ก็เปลี่ยนหน้ากันมาเยือน
อีก เป็นเช่นนี้อยู่เสมอ ตราบใดที่เรายังไม่หมดกิเลส
เป็นพระอรหันต์ เราก็ยังหนีทุกข์ไม่พ้น คนส่วน
ใหญ่จึงมักจะมีเพื่อนสนิท หรือมีคนที่ไว้ใจไว้คอย
"ปรับทุกข์” ด้วย
นิทานเรื่องที่น้าอึดกำลังจะเล่าให้หลาน ๆ
ฟังอยู่นี้ก็เป็นเรื่องของบุคคลคนหนึ่งที่กำลังมีทุกข์มาก
แต่เขาไม่ยอมบอกความทุกข์นั้นแก่ใครเลย เพราะ
อะไร มาฟังกัน คะ
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัต
ครองราชสมบัติกรุงพาราณสี พระเจ้าพรหมทัต
พระองค์นี้ชอบรีดนาทาเร้นเก็บภาษีของชาวบ้าน
ชาวเมืองอย่างมาก ประชาชนอดอยากยากแค้น จน
ถึงขนาดที่ว่าในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่มีใครมีเงินติดตัวเลย
ณ หมู่บ้านกาสิกคาม ซึ่งชาวบ้านในหมู่
บ้านนี้ยากจนมาก มีพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง แม้เขา
จะยากจนคับแค้นเพียงไร แต่เขาก็มีความพากเพียร
พยายามใฝ่หาวิชาความรู้อยู่เสมอ
วันหนึ่งพราหมณ์หนุ่มได้เดินทางไปยังเมือง
ตักสิลาเพื่อไปเรียนวิชาความรู้จากสำนักอาจารย์ทิศา
ปาโมกข์ เขาขอเรียนโดยกล่าวว่า
"อาจารย์... ข้าพเจ้ามาจากบ้านกาสิกตาม
อันเป็นหมู่บ้านคนยากคนจน ข้าเที่ยวรับจ้างแลกข้าว
เขากินมาตลอดทาง เพื่อมาขอเรียนวิชากับอาจารย์
แม้จะรู้ว่าการเรียนนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่าย มีเงินบูชา
ครู แต่ข้าพเจ้าไม่มีอะไรเลย นอกจากสัจวาจาว่า
เมื่อข้าพเจ้าได้รับความรู้จากอาจารย์ไปประกอบอาชีพ
แล้ว ข้าพเจ้าจะหาทรัพย์มามอบให้อาจารย์เป็นค่า
ตอบแทน ข้าพเจ้าไม่มีอะไรเป็นประกันคำพูดของ
ข้าพเจ้า นอกจากสัจวาจานี้ ขอความเมตตาอาจารย์
โปรดเชื่อใจและรับข้าพเจ้าไว้เป็นศิษย์ด้วยเถิด”
อาจารย์ทิศาปาโมกข์เห็นว่า พราหมณ์หนุ่ม
เป็นผู้มีความตั้งใจจริง กล้าพูดกล้าทำ กล้าเสี่ยงมา
ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ว่ามาแล้วอาจารย์จะยอมรับเป็นศิษย์
หรือไม่ ก็รู้สึกรักน้ำใจ จึงรับไว้
เขาตั้งใจร่ำเรียนวิชาจากอาจารย์ทิศาปาโมกข์
จนสำเร็จศิลปศาสตร์อย่างหนึ่งแล้ว จึงได้กราบลาอา
จารย์เดินทางไปประกอบอาชีพด้วยความรู้ที่ร่ำเรียนมา
พราหมณ์หนุ่มได้รับจ้างสอนวิชาความรู้ใน
เมืองต่าง ๆ อย่างขยันขันแข็ง เมื่อได้เงินได้ทองมา
เขาก็ใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด พยายามรวบรวมเข้า
พกเข้าห่อไว้ จนรวบรวมได้ทองคำถึง ๗ ลิ่ม ซึ่งก็
ใช้เวลาอยู่หลายปีทีเดียว เขาคิดว่าจะนำทองทั้ง ๗
ลิ่มนี้ไปมอบให้อาจารย์เพื่อเป็นค่าตอบแทนการสอน
จึงได้เดินทางมาหาอาจารย์ ระหว่างทางแห่งหนึ่ง
ต้องข้ามแม่น้ำคงคา ขณะนั้นมีคลื่นลมแรงจัด เรือ
จึงโคลงเคลงไปมาตามแรงลมและได้ล่มลง ชายหนุ่ม
คว้าถุงทองไว้ไม่ทัน มันได้จมสู่ก้นแม่น้ำ สุดที่จะ
หาพบได้...
เขาเสียใจและเสียดายยิ่งนัก... ในภาวะที่
ข้าวยากหมากแพง พระราชาขูดรีดภาษีจากข้าราษฎร
การทำมาหากินฝืดเคืองเช่นนี้ การจะรวบรวมเงิน
ทองให้ได้แต่ละบาทแต่ละสตางค์ช่างยากเย็นแสนเข็ญ
แต่นี่เขารวบรวมทองได้ถึง 4 ลิ่ม ใช้เวลาร่วม ๑๐ ปี
ตั้งใจจะไปมอบให้อาจารย์เป็นการบูชาคุณ ทองก็มา
กั ล ย ๆ ณ ม ต ร
008