ข้อความต้นฉบับในหน้า
มีดังนี้
ๆ
นำดอกมะลิที่แน่ใจ หรือไม่แน่ใจ หาก
เป็นมะลิที่ซื้อจะต้องล้างหลาย ครั้ง มิฉะนั้น
ยาไม่หมด ดอกมะลิไม่บาน และไม่หอมด้วย
นำมะลิใส่ลงในถ้วยพลาสติก แล้วลอยลงในน้ำ
นั้น จนได้เวลาจึงนำมะลิออก (ทิ้งไว้นานเหม็น
นะคะ)
นำน้ำที่ลอยมะลิไว้มาเชื่อมในน้ำเดือด
โดยต้มน้ำให้เดือดก่อนแล้วใส่น้ำตาลทรายขาว
ลงไปในอัตราส่วน หนึ่งต่อหนึ่ง (บางบ้านนิยม
หน่อย คะเนประมาณหนึ่งดอกก็พอ
นำเทียนอบใส่ลงในถ้วย น่าจะเป็นถ้วย
ประเภทถ้วยน้ำจิ้มวางเทียนให้ส่วนโค้งแตะก้นถ้วย
แล้วจุดไฟกระทั่งไฟลนตัวเทียน ดับให้เร็วที่สุด แล้ว
ลอยลงในน้ำเชื่อม ปิดฝา ทิ้งไว้สักหนึ่งชั่วโมง
หรือกว่านั้นก็ได้ ในที่ปลอดภัยมิฉะนั้น ถ้วยแก้ว
จะหกคะเมน แล้วน้ำเชื่อมที่อุตส่าห์ทำจะใช้ไม่ได้
(พรรคพวกในบ้านอดกันเป็นแถว)
บางบ้าน นำเทียนติดไว้ตรงฝาหม้อ แล้ว
จุดไฟพอไฟลามดีถึงตัวเทียน รีบเป่าให้ดับและ
คว่ำฝาปิด แต่จะต้องแน่ใจว่าไม่ทำเทียนตกลง
ใส่พร้อมกันทั้งน้ำและน้ำตาลแล้วถึงตั้งไฟ เคี่ยว
จนกระทั่งเข้มข้นดี ยกลง กรองด้วยผ้าขาวบาง
แล้วทิ้งไว้ให้เย็น
พอเย็น ก็พร้อมที่จะนำน้ำเชื่อมเข้มข้น
นั้นมาอบซ้ำอีกครั้ง ด้วยวิธีเดิมถ้าหากใช้ดอกมะลิ
แต่ถ้าหากจะเพิ่มด้วยการใช้กระดังงากับเทียน
อบก็ให้ทำดังนี้
ปลิดกลีบกระดังงา (ไม่ใช่ดอกการะเวก
หรือดอกสายหยุดนะคะ..ระวังจะผิด)ออกลนกับ
เทียนอบที่จุดไว้หรือจะลนกับเทียนขาวธรรมดาก็ได้
แล้วใส่ลงในถ้วยเดียวกันกับมะลิ จนหลายกลีบ
ไปในหม้อมิฉะนั้นก็อดเหมือนกัน
เท่านี้เอง...สำหรับน้ำเชื่อมที่จะนำไปทาน
กับอะไรก็ได้ แล้วเพียงแต่เตรียมของที่ใส่ และ
น้ำแข็งไว้ มิหนำซ้ำน้ำเชื่อมนี้ยังเก็บได้นานเสียด้วย
บางบ้านนิยมลอยในน้ำไว้ และบางบ้าน ซึ่งคง
จะเป็นส่วนใหญ่จะเก็บใส่ขวดแก้วเข้าตู้เย็น
ๆ
ส่วนวิธีทำลอยแก้วนั้น คล้าย ๆ อย่างนี้
ในขั้นตอนของการทำน้ำเชื่อม แต่ไม่มีการอบ
ด้วยกลิ่นต่าง ๆ เนื่องจากลอยแก้ว แปลว่าน้ำ
alb
กั ล ย า ณ ม ต ร