ข้อความต้นฉบับในหน้า
ss
ระยะประวัติศาสตร์ยุคนี้ ดังนั้นความสัมพันธ์ดัง
กล่าวจึงแปรมาเป็นพันธมิตรระหว่างมนุษย์กับ
มนุษย์ ซึ่งแบ่งเป็นสองพวกทำการปกครองทาง
ธรรมและทางโลกตามลำดับ
พราหมณ์แบ่งออกได้เป็นสองพวก พวกแรก
ถือลัทธิเคร่งครัด ปฏิเสธความสุขทางโลกอย่าง
สิ้นเชิง ไม่มีครอบครัว ตัดขาดกามคุณ พวก
หลังลดหย่อนความเคร่งครัดไปมากคือยังคงถือ
ครอบครัวอยู่ พวกแรกเรียกว่า “พรหมจรรย์”
พวกหลังเรียกว่า "คฤหบดีพราหมณ์ จุดมุ่งหมาย
ของชีวิตในพวกพรหมจรรย์คือต้องการภาวะของ
การเข้าถึงธรรมที่เรียกว่า “อาตมัน” อันเป็นภาวะ
สุดยอดสำหรับปัจเจกบุคคลที่จะประสบความสำเร็จ
ในชีวิต พราหมณ์กลุ่มหลังนี้มีพื้นฐานอยู่ที่การ
ปฏิบัติตน ให้ประสบความสุขในทางโลกและใน
ฐานะผู้นำทางวรรณะมากกว่าต้องการสลัดสรรพ
สิ่งให้พ้นจากตัวโดยสิ้นเชิง พราหมณ์พวกแรก
จึงไม่ปรารถนาลาภยศในทางโลก เพราะสิ่งเหล่านั้น
"ไม่บริสุทธิ์” พวกหลังเห็นว่าการเข้ารีตทางพรหม
สร้างเกียรติยศให้แก่ตน เพราะตนเองนั้นเป็นสื่อ
โดยตรงระหว่างมนุษย์กับพรหมอีกทั้งพิธีบูชาพรหม
เป็นเครื่องช่วยมนุษย์ให้พ้นภาวะแห่งความทุกข์โศก
คฤหบดีพราหมณ์จึงมีบทบาทในทางสังคมและ
การเมืองมาก
อาตมัน
หลักแกนของความเชื่อในอาตมันนั้นสัมพันธ์
กับภาวะหนึ่งเดียว (Oneness) ของพรหมนั่นเอง
พระพรหมนั้นสร้างทุก ๆ อย่างในโลกและจักรวาล
หรือในทางกลับกันทุก ๆ ส่วนนั้นเป็นภาวะทาง
รูปที่ถือกำเนิดมาจากพรหมทั้งสิ้น มนุษย์เองก็มี
ตัวตนของพรหมอยู่ทุกอณู พวกพราหมณ์จึงเชื่อ
ว่าถ้าอยากรู้จักพรหมก็ต้องรู้จักตัวเองให้ถ่องแท้
เสียก่อน ความหมายของ "อาตมัน” ก็คือสิ่งนี้
คือหมายความว่าสิ่งทั้งหมดรวมอยู่ในสิ่งเดียว
และสิ่งเดียวคือทั้งหมดดังตัวอย่างน้ำ ภาวะของ
น้ำนั้นมีคุณลักษณะเอกภาพ สาระทางรูปต่าง
กันไปตามภาวะประกอบเช่น น้ำในบึง น้ำใน
ลำธาร น้ำในมหาสมุทร น้ำในร่างกายมนุษย์
ดังนั้นความแตกต่างระหว่างน้ำทั้งหลายทั้งปวง
ไม่ได้อยู่ที่ “ความเป็นน้ำ” แต่อยู่ที่ว่าน้ำนั้นไป
อยู่ในที่ใดในสถานะเช่นไร สรุปแล้ว หยดน้ำก็
คือหยดน้ำที่มี "ความเป็นเอกภาพ” เหมือนกัน
ไปหมด ความเป็นเอกภาพนี้คืออาตมันนั่นเอง
(ปราชญ์ทางกรีกที่ให้ความเห็นในเชิงนี้คือ พาร์
มีนิดีส (Parmenides) ที่ถือว่ามีความเป็น
หนึ่งอยู่หนึ่งเดียวในโลก นอกนั้นเป็นองค์ประกอบ
ย่อยทั้งหมด) ภควัทคีตาได้ อธิบายว่าอาตมัน
คือสิ่งที่เป็นอมตะเพราะ
กั ล ย า ณ ม ต ร ๓๓