ข้อความต้นฉบับในหน้า
มา เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
มีโอกาสเป็นต้องทำ อย่าปล่อยโอกาสให้ล่วงเลยไป เพราะ
ว่ากาย วาจา ใจ ของเรานี้ มันจะอยู่กับเราได้ไม่นาน ตั้ง
แต่วันที่เราคลอดออกมาเราก็แก่ลงมาตามลำดับๆ ทุกคน
นับถอยหลังทั้งนั้นเลย
วันคืนล่วงไปๆ ก็เอาความแก่มาให้ เราไม่มีทางรู้
ได้เลยว่าอีกกี่วันเราจะตาย เพราะความตายมันอยู่ตรงลม
หายใจเข้าออกแต่ละช่วง ถ้าหายใจเข้าแล้วไม่ออกมันก็
ตาย ถ้าหายใจออกแล้วไม่เข้ามันก็ตาย มองภาพตรงนี้ให้
ชัด แล้วความกระตือรือร้นที่จะฝึกใช้กาย วาจา ใจ ให้
เป็นคุณจะเกิดขึ้น
ฝึกใช้กาย วาจา ใจ ให้เป็นคุณทำอย่างไร ก็ตั้งแต่
ชวนพ่อแม่พี่น้องเข้าวัดปฏิบัติธรรม การไปบอกบุญใครต่อ
ใครเขา แม้ใครทำผิดทำพลาดก็ช่วยเตือน ใครท้อก็ช่วยให้
กำลังใจ และตัวเราเองก็ให้กำลังใจตัวเองของเราเรื่อยมา
นี้ก็เป็นการฝึกใช้กาย วาจา ใจ ให้เป็นคุณประโยชน์ทั้งแก่
ตนเองและผู้อื่น จะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ เช่น
ตื่นเช้าขึ้นมาได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก แม่ก็บิดขี้เกียจ
สามเกลียว ห้าเกลียว แล้วก็นอนต่อ นี่ก็ควบคุมกาย วาจา
ใจ ไม่อยู่เสียแล้ว จะไปเอาคุณธรรมมาจากไหน เพราะ
ฉะนั้นแค่การตื่นนอนให้ตรงตามเวลาก็จะถือว่าเป็นคุณธรรม
แล้ว
พอตื่นขึ้นมา ก็รีบเก็บที่นอน ควับๆๆ ให้เรียบร้อย
ไม่ปล่อยทิ้งเอาไว้ให้รกรุงรัง เป็นคุณธรรมหรือไม่เป็น เป็น
แล้ว เป็นความกระฉับกระเฉง ความรู้จักขั้นตอนที่จะทำ
สิ่งใดก่อนสิ่งใดหลัง มันเป็นคุณธรรมอยู่ในตัว
เมื่อตื่นนอนขึ้นมาก็รีบไปล้างหน้า รีบไปแปรงฟัน
นั่นก็คือคุณธรรม ทำไม ก็รีบไปแปรงฟันเสีย ปากของตัว
เองก็ไม่สกปรก ไปพูดกับใครเขากลิ่นปากก็ไม่รบกวนเขา
ก็เป็นการควบคุมกาย วาจา ใจ ของเราแล้ว นั้นก็เป็นคุณ
ธรรมน่ะซิ เป็น เป็นทั้งความรับผิดชอบแก่ตัวเองและผู้อื่น
ไปในตัวเสร็จ
ยังไม่พอ การที่เราจะทำอะไรด้วยความกระปรี้กระ
เปร่า กระตือรือร้น มันก็ฝึกให้เกิดเลือดนักสู้ตั้งแต่ตื่นขึ้น
มาทุกวัน ๆ ตกลงแม่นี่ไปเจออุปสรรคอะไรแล้ว อาจจะ
หงายท้องโครมมา พอลุกขึ้นได้ แม่สู้อีกแล้ว เพราะว่าอะไร
เพราะแม่กระฉับกระเฉงมาทุกวันๆ ฝึกมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก
กัลยาณมิตร
นี่ก็คือคุณธรรม
ไม่ต้องไปรอบทฝึกคุณธรรมจากไหน ไม่มี ก็มีอย่าง
นี้แหละ แต่ว่าต้องฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกระ
ทั่งตายกันไปข้างหนึ่ง ตายแล้วพักใช่ไหม ไม่ได้พัก ฝึกต่อ
ไปเป็นเทวดาก็ยังต้องฝึกต่อ แม้กลับมาเกิดใหม่ก็ต้องฝึก
อีก
ภาพการฝึกตัวในทุกแง่ทุกมุมนั้นคือการฝึกคุณธรรม
เพราะฉะนั้น พวกเรา...วันนี้กลับไปถึงที่พักแล้วไปดูตัวเอง
ใหม่ ไปดูทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ไม่ว่ากระดาษ
ดินสอ ปากกา หนังสือ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ไปดูว่าสิ่ง
เหล่านั้นมีอะไรบ้างที่เป็นคุณแก่ตัวเอง มีอะไรบ้างที่เป็น
โทษแก่ตัวเอง
แปรงสีฟันของเรา ตอนนี้มันชักบานๆ แล้วนะ อย่าง
นี้มันขาดสปริงแล้ว ใช้แปรงฟันไม่ได้แล้ว เปลี่ยนได้แล้ว
หรือว่าสปริงมันก็ยังดีอยู่ แต่ว่ายาสีฟันมันไปจับเป็นคราบ
เขลอะ ๆ อยู่ข้างล่าง ตรงรอยต่อระหว่างขนแปรงกับตัว
แปรง แล้วของแค่นี้ยังรักษาความสะอาดไม่ได้ ยังป้องกัน
มันไม่ได้ แล้วกิเลสที่อยู่ในใจจะเอาออกได้อย่างไร
คนมีคุณธรรมก็คือคนที่ไม่ยอมมักง่าย ไม่ว่าเรื่อง
ราวใด ๆ ไม่ยอมปล่อยผ่านอะไรง่าย ๆ หรือจะพูดอีกทีคน
มีคุณธรรมก็คือ คนที่มีมาตรฐานในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ตัว
เองเกี่ยวข้อง แล้วก็พยายามที่จะรักษามาตรฐานนั้น หรือ
ปรับปรุงมาตรฐานให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป มาตรฐานที่ว่านั้นคือ
อะไร มาตรฐานในการควบคุมกาย วาจา ใจ ไม่ให้เป็น
โทษ กับมาตรฐานในการใช้กาย วาจา ใจ ให้เป็นคุณ รวม
ทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ จะ
ป้องกันควบคุมไม่ให้มันเป็นโทษ แต่จะส่งเสริมสนับสนุน
ให้มันเป็นคุณ ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น นั่นแหละจึงจะเรียก
ว่าเป็น “คนมีคุณธรรม”
0
๕๔
ธนวาคม ๒๕๓๗