ข้อความต้นฉบับในหน้า
ในประวัติศาสตร์โลก มีพระมหากษัตริย์หลายพระ
องค์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาราช แต่ท่ามกลางเสียง
สรรเสริญว่า เป็นราชาผู้ยิ่งใหญ่ ชนะศึกสงครามไปทั่วทิศ
อีกมุมหนึ่งกลับมีเสียงร่ำไห้คร่ำครวญของผู้สูญเสียน้ำตาและ
สายเลือดไหลนองท่วมแผ่นดิน คงไม่มีชนชาติใดยอมรับ
ได้ว่า ผู้ที่ยกทัพมาย่ำยีชีวิตจิตใจ ย่ำยีแผ่นดินของตนเป็น
“มหาราช” จะมีแต่เสียงสาปแช่งถึงความโหดร้ายทารุณ
ชัยชนะที่ได้รับจึงไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริง
“ผู้ที่ชนะหมู่มนุษย์ในสงครามถึงหนึ่งล้านคน ยังสู้
ผู้ชนะตนเพียงผู้เดียวไม่ได้ ผู้นั้นเป็นจอมทัพสูงสุดโดยแท้
เหมือนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชนะเหนือ
จิตใจประชาชนชาวไทยทั้งมวล โดยทศพิธราชธรรมของ
พระองค์เอง จึงทรงเป็นมหาราชโดยธรรมอย่างแท้จริง
แผ่นดินใดที่ทรงเหยียบย่ำเสด็จไป มีแต่เสียงสรรเสริญ
พระบารมี มีแต่ความชื่นชมโสมนัสของเหล่าไพร่ฟ้าประ
ชาราษฎร์ พระองค์ยกกองทัพไปที่ใดที่นั่นมีแต่ความอยู่ดี
มีสุข เพราะทรงมุ่งหน้าไปต่อสู้กับความยากจนให้หมดสิ้น
ไปจากผืนแผ่นดินไทย แผ่พระบรมเดชานุภาพปกป้องคุ้ม
ภัยให้แก่พสกนิกร สร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงของชาติ
ให้เกิดขึ้น
พสกนิกรกว่า ๓๔,๕๔๙,๕๔๒ คน ต่างพร้อมใจกัน
ลงนามเห็นชอบเป็นมหาประชามติ ถวายพระราชสมัญญา
แด่พระองค์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย
เดชมหาราช
ทรงเป็นต้นแบบที่ดียิ่งของประมุขผู้นำประเทศ
ผู้นำประเทศหมายถึง ผู้ที่มีคุณธรรมความรู้ความ
๖ด
สามารถเหนือผู้อื่นในทุกด้านจนเป็นต้นแบบ เป็นที่ยอมรับ
ของประชาชนพลเมืองทั้งประเทศ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวมี
อยู่ชัดแจ้งในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะ
ทศพิธราชธรรม คุณธรรมของผู้ปกครองประเทศ พระ
บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยเตรียมพระองค์ที่จะทรงเป็น
ทรง
พระมหากษัตริย์มาก่อน ทรงรักงานช่าง สนพระทัยการ
ประดิษฐ์คิดค้น จึงทรงเลือกศึกษาทางวิศวกรรมศาสตร์
เมื่อเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙
นั้น พระองค์มีพระชนมพรรษาเพียง ๑๘ พรรษา
พระเยาว์เกินกว่าจะรับผิดชอบภาระอันยิ่งใหญ่ของบ้านเมือง
ได้ แต่ความจงรักภักดีที่ประชาชนแสดงออกอย่างท่วมท้น
ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยเฉพาะในวันที่เสด็จกลับประเทศสวิต
เซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อ ประชาชนมาเฝ้าฯส่งเสด็จ
อย่างมืดฟ้ามัวดิน สองฟากฝั่งเส้นทางที่รถยนต์พระที่นั่ง
วิ่งผ่านเนืองแน่นด้วยฝูงชนแออัดยัดเยียด เพราะทุกคน
ปรารถนาจะเข้าไปให้ใกล้ชิดพระองค์มากที่สุด
ดวงใจของประชาชนเริ่มหวั่นไหว เมื่อเห็นพระพักตร์
ยุวกษัตริย์ของเขาหมองเศร้านัก ต่างเกรงว่าพระองค์จะไม่
เสด็จนิวัติประเทศไทยอีก จนใครคนหนึ่งทนไม่ไหว ต้อง
ร้องตะโกนขึ้นด้วยน้าเสียงอันรันทดว่า
“ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน”
เสียงร้องทูลขอสัญญาจากประชาชน ตรึงพระราช
หฤทัยยุวกษัตริย์ให้ทรงนึกถึงหน้าที่ หน้าที่แห่งองค์พระ
มหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่พึ่งของประชาชน เหมือนอย่างที่
สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชในพระบรมราชจักรีวงศ์
ทุกพระองค์ ได้ทรงปกครองประเทศชาติราษฎร ทรงยอม
สละความสุขส่วนพระองค์ตรากตรำกรำศึกสงคราม ปก
ป้องบ้านเมืองให้รอดพ้นจากการรุกรานของอริราชศัตรู ตาม
พระราชมโนปณิธานของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราชองค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระราชวงศ์ที่ว่า
ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา
ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี
เดิมที พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราช
หฤทัยว่า จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์เพียงวาระหนึ่ง เพื่อ
จะได้จัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระ
บรมเชษฐาธิราช ให้สมพระเกียรติยศเท่านั้น เพราะความ
วิปโยคแสนสาหัสที่ได้รับเกินกว่าจะมีกำลังพระราชหฤทัย
กัลยาณมิตร
ธนวาคม ๒๕๓๙