ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความเชื่อและประเพณี
เรื่อง : ลักขณา ศกุนะสิงห์
ภาพ : ภูษิต พูดสงคราม
ความเชื่อและประเพณีไทย
ก า ร ก า ศ พ
ต่อจากฉบับที่แล้ว
พิธีเกี่ยวกับโลงศพ
เมื่อจัดหาโลงสำหรับบรรจุศพได้แล้วต้อง
ให้สัปเหร่อทำพิธีเบิกโลงเสียก่อน แล้วจึงจัดสิ่ง
ประกอบลงโลง ซึ่ง แปลก สนธิรักษ์ (๒๕๐๔.๑๖)
ได้อธิบายพอสรุปได้ดังนี้
นั้นยังไม่มีการฉีดยาศพกัน ถ้าศพขึ้นอืด มีน้ำ
เหลืองไหลศพก็ไม่แฉะ เพราะน้ำเหลืองจะ
ตกลงบนพื้นโลง และค่อยๆ ซึม ค่อย ๆ ระเหย
แห้งไปเอง อนึ่ง การมีเผือกนี้ทำให้สะดวกใน
การยกศพออกจากโลงเพื่อทำพิธีก่อนเผา และ
ขณะเผาศพ เพื่อไฟจะได้ลอดขึ้นมาไหม้ศพได้
ง่าย
๒.ใบตองตานี ๓ ยอด นำมาวางไว้บน
เผือก เพื่อรองรับน้ำเหลืองไม่ให้ตกไปใต้โลง
ได้ง่าย แล้วปูเสื่อหรือที่นอน พร้อมหมอนหนุน
ลงบนใบตองก่อน จึงนำศพวางนอนตะแคง
ดึงชายเส้นด้ายดิบที่มัดศพออกมานอกโลง
๑.ฟากหรือเฝือกทำด้วยไม้ไผ่ขนาดกว้าง บรรจุสิ่งที่ช่วยซับน้ำเหลืองและดับกลิ่นเช่นถ่าน
๕ เซนติเมตร ยาวพอที่จะลงโลงได้ ๒ ซี่ ถัก
ปูนขาว ขมิ้นผง เถ้าแกลบ กระดาษฟาง ใบ
ด้วยหวายให้ติดกันเป็นผืน แล้วมัดติดกับ สาเกใบชา ใบฝรั่ง ใบบัวหลวง เป็นต้น แล้ว
กระบอกไม้ไผ่ ซึ่งทำเป็นหมอนรอง ศพอนาถา แต่จะหาได้ บางแห่งใช้ผลฝรั่งสุกวางบนฝาโลง
ไม่มีโลงใส่ ก็คงใช้แต่ผ้าห่มห่อและเพื่อกรอง ถือว่าจะช่วยดูดกลิ่นได้เช่นเดียวกับถ่าน ผู้เขียน
เท่านั้น จึงมีคำพูดเป็นนัยว่า “ผู้นั้นเขานอน เคยเห็น คนจีนนำกากใบชา (คือใบชาที่ใช้แล้ว
เฝือก ๒ ซี่” ก็เป็นที่เข้าใจว่าผู้นั้นตายเสียแล้ว ตากแห้ง) นำมาโรยบนผ้ารองศพก่อนห่อศพ
หรือพูดเยาะหยันว่า “ถึงจะถือเนื้อถือตัวว่าเป็น บิดาของผู้เขียน (นาย สุวัณณาคาร) เคยสอน
คนมั่งมี ก็ไม่พ้นนอนเผือก ๒ ซี่ไปได้” ว่า กากชา ใช้ดูดน้ำเหลืองและดูดกลิ่นได้ดี
ที่จริงการนอนบนเผือกในสมัยก่อนนั้น และยังสามารถใช้ล้างมือดับกลิ่นคาวปลาคาวกุ้ง
ผู้เขียนคิดว่าเหมาะดีมากจริงๆ เพราะแต่ก่อน
ได้ผลดีมากอีกด้วย
กัลยาณมิตร
...........
๑๐๐
ธนวาคม ๒๕๓๗