ข้อความต้นฉบับในหน้า
วันพักผ่อน...นอนใกล้น้ำ
โดย เกษมสุข ภมรสถิสย์ (ใส)
สิบห้าวันกับการพาเด็กขึ้นไป Winter Camp
เชียงใหม่ ใช้โรงเรียนพิงครัตน์เป็นที่ฝึกอบรมพำนักพักพิง
ได้ทุกสิ่งที่ต้องการจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นความสนุกสนานบันเทิง
ความร่าเริงในธรรม ความจำในสิ่งที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ไม่ว่า
จะเป็นภาษาอังกฤษและอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย เท่าที่
ดวงใจใสๆ อารมณ์แช่มชื่นของเด็กจะเก็บงำเอาไว้ได้ และ
ความสดใสนี้มิได้กักกันอยู่แต่เฉพาะในตัวเด็ก หากกระ
จายสะพัดออกมายังทุกคนที่ได้อยู่ในการทํางาน อยู่ใน
กิจกรรมอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งถ้าถามว่า “เหนื่อยไหม”
ตอบได้ทันทีและทุกคนเลยว่า “เหนื่อยมาก” แต่ว่า “เรา
เป็นสุข สดชื่น และพอใจ” เป็นสิ่งตอบแทนที่เหนือค่ากว่า
สิ่งตอบแทนอื่นใดทั้งสิ้น
กระนั้น
ความเหนื่อยล้าก็กลบกดร่างกายเสียจน
อ่อนเปลี้ย อ่อนเพลียอย่างสิ้นเชิง ทำให้ต้องขอโอกาสปลีก
ตัวเองออกไปพักผ่อน ณ สถานที่แห่งหนึ่งริมแม่น้ำเจ้า
พระยา หวังเพียงว่าจะได้ฟูมฟักทั้งร่างกายและจิตใจไป
เสียพร้อมๆ กัน และที่นั่นกับแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ได้เห็น
ได้เข้าใจกับอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิต
ตรงนั้น ตรงที่นั่งดื่มน้ำชาอุ่นๆ นั่งทานอาหารเข้า
นั่งอ่านหนังสือ อยู่สูงพอที่จะมองเห็นคุ้งน้ำกว้างใหญ่ เห็น
สายน้ำไหลที่แทบจะไม่เคยได้พักผ่อนนอนหลับ เหมือน
ชีวิตผู้คนบนสองฟากฝั่ง เห็นท่าน้ำ เห็นเรือแท็กซี่ เรือโดย
สาร เรือของนักท่องเที่ยว เรือหางยาว และนานๆ
สักครั้ง
ในช่วงเช้าตรู่ ช่วงพลบจะได้เห็นเรือแจว หรือเรือเล็ก ๆ ที่
ติดเครื่องท้าย ทำให้นึกถึงชีวิตในวัยเยาว์ของตัวเองที่พ่อ
แม่ชอบพาลงทานข้าวแบบปิคนิคกันในเรือสำปั้น ลองเลียบ
แม่น้ำเจ้าพระยา ดูน้ำ ดูฟ้า ฟังเรื่องราวนิทานสองฝั่งแม่
น้ำจากเสียงนุ่มๆ ของแม่ ดูผู้คนสัญจรไปมา ดูคน เรือ
ทุกสิ่งทุกอย่าง เหตุการณ์ ณ วันนั้นยังอยู่ในความทรงจ่า
อย่างแจ่มชัด ภาพเหล่านั้น อารมณ์เหล่านั้นซับซ้อนอยู่ใน
ใจ สลับกับภาพที่มองเห็นในปัจจุบัน ทำให้มีความรู้สึก
๖๙
เหมือนกำลังนั่งชมภาพมัลติวิชั่น แม่น้ำเจ้าพระยาเคยสด
ใส พลิ้วคลื่นในวันก่อนเริงร่ากว่าวันนี้ สีน้ำมักเป็นเงาแวว
ไว มองไกลหรือมองใกล้ก็สวยพอ ๆ กัน แต่วันนี้พลิ้วคลื่น
ดูทำงานหนักขุ่นคลักด้วยกระแสรีบเร่งของวงจรชีวิตมนุษย์
ยอดคลื่นดูเหนื่อยล้า สีน้ำคล้ำหมองปะปนด้วยละออง
น้ำที่รั่วซึมจากข้อใบพัดหรือท้องเรือ
แม่น้ำเคยสงบ เคยขับลำนำไพเราะ เคยขับทำนอง
เสนาะให้ชีวิตบนสองฟากฝั่ง เคยให้ความสมบูรณ์แก่ความ
เขียวขจีของไม้ใหญ่ ที่เกาะเหนี่ยวชายฝั่งไว้อย่างแน่นหนา
ด้วยรากฝอยที่แข็งแรงเสียยิ่งกว่ารากแก้วของไม้บนบก มา
วันนี้เสียงเพลงเห่กล่อมของแม่น้ำแหบโหย คลื่น และน้ำ
หมดโอกาสสาดเซาะเข้าหาแนวฝั่ง เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง
ถูกคลื่นกินโดยคอนกรีต น้ำหมดโอกาสสื่อสารสอดสายใจ
ให้กับแนวชีวิต ลิขิตที่เคยมีสายสัมพันธ์กำลังจะสิ้นสลาย
ความสวยงามแทบจะไม่เหลือไว้ให้
คิดว่าคนรุ่นใหม่ไม่
รู้จัก ไม่เคยเห็นความยิ่งใหญ่สงบงามของแม่น้ำสายนี้ จึง
ไม่มีความห่วงหาอาทร ไม่อาลัยอาวรณ์ในความงามอันไม่รู้
สุดสิ้นนั้น
และผู้คนเองก็จะไม่มีวันเข้าใจ เพราะทุกวันนี้เพียง
อาศัยข้ามแม่น้ำไปมา มีชีวิตที่ดูๆ แล้วออกจะไร้ค่าจริงๆ
เพราะเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ทน แม้จะยืน จะนั่งอยู่บนแม่น้ำ
ที่พร้อมจะให้ทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งปรัชญา แต่ทุกคนก็
หมดอารมณ์ หมดเวลาที่จะหันมาพิจารณาความจริงใจ
ความงามเหล่านี้ว่าบนท้องน้ำสายเดียวกัน บนคุ้งน้ำกุ้ง
เดียวกันนั้นมีสารพันชีวิตที่ดูเหมือนว่าจะเหมือนๆ กัน แต่
กลับแตกต่างกันอย่างมาก มากจนกระทั่งถึงกับแตกต่าง
กันอย่างสิ้นเชิงก็มี
เช่น ณ ตรงนี้ ตรงหน้าต่างกระจกบานใหญ่บนตึก
สูงที่มีอาหารเช้าชั้นที่วางอยู่อย่างสวยงาม บรรยากาศสงบ
เงียบ ไพเราะด้วยเสียงเพลงเบาๆ ในขณะที่ผู้คนข้างล่าง
กำลังมุ่งหน้าข้ามแม่น้ำกันขวักไขว่ไปมา มีทั้งคนขับเรือ
กัลยาณมิตร
De
ธนวาคม ๒๕๓๙