ความจงรักภักดีของประชาชน วารสารกัลยาณมิตร ปี 2539 ฉบับที่ 12 หน้า 66
หน้าที่ 66 / 168

สรุปเนื้อหา

พอที่จะรับภาระอันหนักหน่วงได้ แต่กระแสแห่งความจง รักภักดีของประชาชนที่แวดล้อมพระองค์ไปทุกแห่งหน ไม่ ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด ทำให้ทรงประจักษ์ว่าที่ อยู่ที่แท้จริงของพระองค์ในโลกนี้ คือการได้อยู่ท่ามกลาง ความรักของประชาชนชาวไทยนั่นเอง ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระ ราชดำเนินไปถวายบังคมพระบรมศพ ในพระบรมมหาราช วัง ได้มีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งชายและหญิงมา ตั้งแถวรับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง โดยไม่มีผู้ใดกะเกณฑ์มา พระองค์เดียว สายตาทุกคู่มุ่งตรงไปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียง ทุกสีหน้าทุกแววตามีแต่ความห่วงใยเห็น พระทัยอย่างสุดซึ้ง พร้อมที่จะสละชีวิตเป็นราชพลี หากมี ภัยกว่ากรายมาถึงพระองค์ คนเฒ่าคนแก่บางคนคลานมา หมอบกราบแทบพระบาทพร้อมกราบทูลด้วยน้ำตานองหน้า ว่า องค์”

หัวข้อประเด็น

- ความจงรักภักดีของประชาชน

ข้อความต้นฉบับในหน้า

พอที่จะรับภาระอันหนักหน่วงได้ แต่กระแสแห่งความจง รักภักดีของประชาชนที่แวดล้อมพระองค์ไปทุกแห่งหน ไม่ ว่าจะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ใด ทำให้ทรงประจักษ์ว่าที่ อยู่ที่แท้จริงของพระองค์ในโลกนี้ คือการได้อยู่ท่ามกลาง ความรักของประชาชนชาวไทยนั่นเอง ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระ ราชดำเนินไปถวายบังคมพระบรมศพ ในพระบรมมหาราช วัง ได้มีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งชายและหญิงมา ตั้งแถวรับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง โดยไม่มีผู้ใดกะเกณฑ์มา พระองค์เดียว สายตาทุกคู่มุ่งตรงไปที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียง ทุกสีหน้าทุกแววตามีแต่ความห่วงใยเห็น พระทัยอย่างสุดซึ้ง พร้อมที่จะสละชีวิตเป็นราชพลี หากมี ภัยกว่ากรายมาถึงพระองค์ คนเฒ่าคนแก่บางคนคลานมา หมอบกราบแทบพระบาทพร้อมกราบทูลด้วยน้ำตานองหน้า ว่า องค์” “ทรงเข้มแข็งนะเพคะ ประชาชนอยู่เคียงข้างพระ ในท่ามกลางภัยมืด และความผันผวนทางการเมือง ที่กำลังคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในขณะนั้น มี เพียงการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของประชาชนเท่า นั้นที่เป็นแสงสว่างเป็นกำลังพระทัยให้พระยุวกษัตริย์ ซึ่งมี สีพระพักตร์หม่นเศร้า ไร้รอยแย้มพระสรวลเป็นแรมปี “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะละทิ้งประชาชนได้อย่างไร” คือสัตยามหาราชที่ทรงมอบไว้ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเปลี่ยนมาศึกษาด้านรัฐศาสตร์และกฎ หมาย เพื่อเตรียมพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี และที่ สวิตเซอร์แลนด์นี้เองที่ทรงได้เรียนรู้สัมผัสชีวิตในระบอบการ ปกครองแบบประชาธิปไตย ตลอดระยะเวลากว่า ๕๐ ปี ที่ทรงปกครองอาณา ประชาราษฎร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระ มหากษัตริย์ประชาธิปไตยโดยแท้จริง ทรงยึดถือความต้อง การของประชาชนเป็นใหญ่ มุ่งส่งเสริมวิถีชีวิตความเป็น อยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น หลักการพัฒนาประเทศของพระ องค์จึงเน้นหนักทางการเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลัก ของราษฎรส่วนใหญ่ เป็นการเกษตรแบบยั่งยืน ไม่ทำลาย สภาพภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อม แล้วก็ทรงโน้มพระองค์ กัลยาณมิตร สมเด็จพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ ๒ แห่งอังกฤษ ประทับบนรถม้าคู่กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากสถานีรถไฟวิคตอเรียไปสู่พระราชวัง บักกิงแฮม ท่ามกลางทหารกองเกียรติยศ และประชาชนชาวอังกฤษ ที่ มาเฝ้าฯรับเสด็จทั้งสองพระองค์ เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๐๓ ลงมาช่วยเหลือแนะนำประชาชนด้วยพระองค์เอง ทรงงาน หนักมากกว่าใครในแผ่นดิน ขณะเดียวกันเมื่อสภาวการณ์ปกครองประเทศเกิด วิกฤติการณ์ผันผวน ผู้นำรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหา บ้านเมืองได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงใช้พระ ราชอำนาจเฉพาะพระองค์ เข้าแก้สถานการณ์ที่เลวร้ายให้ ยุติลงได้อย่างสงบ ปราศจากข้อขัดแย้งใดๆ ผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่าย ตลอดจนประชาชนทั้งประเทศยอมรับโดยดุษฎี พระองค์ไม่ทรงต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ใดๆ มาบังคับขู่เข็ญ เพียงแต่ทรงใช้พระราชกระแสดำรัสอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา ธรรม ตรัสเตือนเหมือนพ่อเตือนลูกฉันนั้น ทรงเชิญผู้ เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายมานั่งคุยกันเหมือนคนในครอบครัวเดียว กัน แล้วทรงชี้ให้เห็นว่า ขึ้นสู้รบกันต่อไป ไม่มีใครชนะ จะมีแต่ผู้แพ้ ประเทศชาติก็มีแต่จะล่มจมลงไป เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ.๒๕๓๕ ได้ส่งผลให้พระ บรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแผ่ไปทุก ๖๒ ธนวาคม ๒๕๓๙
แสดงความคิดเห็นเป็นคนแรก
Login เพื่อแสดงความคิดเห็น

หนังสือที่เกี่ยวข้อง

Load More