ข้อความต้นฉบับในหน้า
สำหรับตอนแรกนี้ ขอน่า เสนอเรื่องราวของ
กัลยาณมิตรบุหงา วชิรกรณ์วัฒนา (นามสกุลเดิม อมร
วิวิฒน์) ปัจจุบันอายุ ๗๔ ปี ในวัยเด็กท่านและครอบครัว
ได้มีโอกาสไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ คุณแม่บุหงายัง
จดจำบรรยากาศของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ สมัยก่อน พ.ศ.
๒๔๐๐ ตลอดจนถ้อยคำของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ได้อย่าง
ไม่รู้ลืม
และท่านเองก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้สัมผัสกับญาณ
หัสสนะอันแม่นยำของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ที่เคยหักตนเอง
ไว้ว่า “ลูกเอ๊ย ยิ่งแก่ยิ่งรวย" และต่อมาก็เป็นความจริง
เมื่อคุณแม่บุหงาได้เปลี่ยนสถานะจากช่างตัดเสื้อกลายเป็น
เศรษฐีที่เจริญรุ่งเรืองด้วยธุรกิจจัดสรรที่ดินและครั้งหนึ่ง
เคยเป็นเศรษฐีที่ดินติดอันดับ ๑ ใน ๑๐ ของเมืองไทย
ย่านปทุมธานีเลยทีเดียว
ความทรงจําที่แสนประทับใจ
คุณแม่บุหงาได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องราวที่คุณแม่มี
โอกาสได้ไปทำบุญในยุคของหลวงพ่อวัดปากน้ำฯ ด้วย
น้ำเลียงอันแช่มชื่นและแววตาที่เปี่ยมด้วยความปีติว่า
คุณแม่บุหงาไปวัดปากน้ำฯ ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.
๒๔๙๘ ไปกับคุณแม่ คือคุณแม่ลิ้นจี่ อมรวิวัฒน์ พร้อม
กับน้องๆ ซึ่งในสมัยนั้นคุณป้าบุญชูเป็นกัลยาณมิตรที่
แนะนำ พาไปวัดปากน้ำฯ โดยคุณแม่จะไปทำบุญเลี้ยงพระ
ทุกกลางเดือนๆ ละครั้ง ตอนนั้นไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว
ไปจอดรถที่ตลาดพลูเนื่องจากวัดมีแม่น้ำล้อมรอบ จึงต้อง
นั่งเรือข้ามฟากต่อไปยังวัดซึ่งไม่ต้องเสียเงินเพราะเป็นเรือ
ของวัดปากน้ำฯเอง ในตอนนั้นเป็นปีที่น้ำท่วม ทางวัดยัง
ไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรมาก และศาลาหลังแรกก่อเป็นตึก
เพิ่งจะเริ่มสร้างขึ้น
สิ่งที่ทำให้คุณแม่ประทับใจก็คือ ที่วัดปากน้ำฯใน
สมัยนั้นถึงแม้จะมีพระเณรจำนวนมาก เฉพาะพระก็ ๒๐๐
กว่ารูป แต่เวลาพระฉัน เลี้ยงจะไม่ดังเลย พระที่วัดไม่
ต้องออกบิณฑบาต เพราะมีญาติโยมมาเลี้ยงตลอด และ
แปลกที่ผู้คนที่ไปวัด แม้จะมากแต่ก็ไม่มีเสียงดังเอะอะเลย
เงียบสงบมาก
๕๖
ทุกครั้งที่ไปวัด คุณแม่จะมีโอกาสได้เข้าไปสนทนา
กัลยาณมิตร
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕®*
กับหลวงพ่อ พอพระท่านฉันเสร็จทุกคนก็จะไปรวมกันที่
ศาลา ซึ่งเป็นศาลาที่มีฝาโปร่ง ตรงกลางยกพื้นสูงขึ้น
ญาติโยมจะนั่งบริเวณรอบๆ พอหลวงพ่อวัดปากน้ำฯฉันเสร็จ
ท่านก็จะมานั่งคุยกับญาติโยม หลวงพ่อวัดปากน้ำท่าน
เคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านจะ
ต้องช่วยประชาชนด้วยการให้สวดมนต์ภาวนากันทั้งวัด
และตัวหลวงพ่อเองก็นั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ไม่ออกจากโบสถ์
เลย เพื่อปัดเป่าลูกระเบิดไม่ให้ตกตามที่เขาทิ้ง
สมัยก่อนไปกราบท่าน แม่ของคุณแม่บุหงาก็จะ
พาลูกๆ ๑๐ คนไปด้วย แต่ผลัดกันไปให้หลวงพ่อลูบหัว
หมดตั้งแต่คนโต แล้วท่านก็พูดว่า
“เออ.. ลูกดีทุกคน” คือตั้งแต่คนโตมาเลย
ปัจจุบันนี้ก็เป็นความจริงทุกประการ เริ่มตั้งแต่คุณแม่
บุหงาซึ่งเป็นพี่คนโต น้องทั้ง ๙ คนก็ได้ดีกันหมดบางคนก็
เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว บางคนรับราชการไปจนถึง
นักการเมืองก็มี
จากนางดัดเสื้อสู่เศรษฐีที่ดิน
ครั้งหนึ่งไปวัดกับน้า ๒ คน แล้ววันนั้นใส่เสื้อ
เหมือนกันหลวงพ่อวัดปากน้ำฯท่านก็ถามว่าเนี้ย ๒ คน
เบี้ยพี่น้องกันหรือเปล่า น้าก็บอกว่าไม่ใช่หรอกค่ะ ดิฉัน
เป็นน้าสาวส่วนหลานเค้าทำร้านตัดเสื้อก็เลยตัดเสื้อให้ใส่
ซึ่งลีเดียวกันเลย คุณแม่บุหงาเคยถามหลวงพ่อว่า “ลูกมี
อาชีพเย็บผ้าขาย ขยันสุดตัวแล้ว เมื่อไหร่จะรวยลักที
แล้วหลวงพ่อท่านก็ชี้มาบอกว่า เออ.... ลูกเอ๊ยหน้าตาอย่างนี้
ยิ่งแก่ยิ่งรวย" แล้วชี้ไปทางคุณน้าว่า “นี่ก็จะได้เป็นคุณนาย
สบาย” แล้วชี้ต่อไปทาง แม่ของคุณแม่บุหงาว่า “นี่ก็
เหมือนกันต่อไปจะเป็นหลักเป็นฐานมีที่ทางเยอะแยะเลย"
พวกเราก็ สาธุ
จากนั้นก็เป็นความจริง เพราะต่อมาแม่ของคุณ
แม่บุหงาก็เป็นนักจัดสรรที่ดินแถวดินแดง ถึงแม้จะไม่ได้
เป็นคนรวยมาแต่เก่าก่อน จากร้านขายของชำเล็กๆ น้อยๆ
จนกระทั้งจัดสรรที่ดินเมื่อซื้อแล้ว ๒-๓ เดือนก็ขาย ก็ได้
เงินมาเยอะทีเดียว บางทีแทบไม่ต้องลงทุนเลย เพราะจะ
มีคนมาหาเองแล้วก็บอกว่ามาซื้อที่ของฉันเถิด ฉันขายให้
ถูกๆ ขายได้เมื่อไหร่แล้วค่อยเอาเงินมา จนก่อร่างสร้าง