ข้อความต้นฉบับในหน้า
ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ยาก
จะค่าานวนด้วยตัวเงิน เพราะชีวิตของมนุษย์มีค่าเกินกว่า
จะเอื้อนเอ่ย เวลาแม้เพียงน้อยนิด สามารถที่จะเปลี่ยน
เป็นสมบัติได้มากมายมหาศาล แต่สมบัติแม้มีมากมายก็
แม่ออกบวชเป็นสามเณร เมื่อบวชแล้วท่านก็ไปฉัน
ภัตตาหารที่บ้านบ่อยๆ เนื่องจากไม่สำรวมอินทรีย์ จึง
อยากลาสิกขาออกมาแต่งงาน สามเณรกลับมาวัดบอก
พระอาจารย์ ว่าอยากลาสิกขาแล้ว พระเถระท่านเห็นว่า
ไม่อาจสามารถหยุดยั้งเวลาและลมหายใจที่กำลังจะหมด สามเณรเป็นผู้มีบุญพอที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
ไปของเราได้ จะมีอีกกี่คนไหมที่มีโอกาสเตรียมตัวตาย จะ
มีสักกี่คนไหมหนอที่มั่นใจว่า ถ้าตายไปแล้วจะมีบุญพอที่
จะเป็นเสบียงนำทางไปสู่สุคติสวรรค์ เพราะพญามัจจุราช
ไม่เคยปราณีใคร ความตายจึงเป็นสิ่งที่ใครๆ จะหลบหนี
พ้นได้ยาก
ดังนั้น ผู้มีปัญญาเห็นคุณค่าของชีวิต จึงไม่ควร
ประมาทในชีวิต มุ่งสั่งสมบุญเพื่อเป็นเสบียงในการเดินทาง
ข้ามวัฏสงสารให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้สั่งสม
บุญ ไม่เห็นแก่ความสุขชั่วครั้งชั่วคราว และก็ไม่แสวงหา
ความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น แต่จะสร้างบุญบารมีใน
ทุกโอกาส ส่วนผู้ไม่รู้ก็ปล่อยชีวิตไปวันๆ ไม่ได้มองไปใน
อนาคต ไม่ทำบุญกุศลอะไร นอกจากจะไม่ทำแล้ว ยังขัด
บุญของคนอื่นอีกด้วย เมื่อละโลกไปแล้ว ก็ต้องไปเป็นเปรต
ผู้หิวโหย ไม่ได้รับความอิ่มหนำสำราญใจแม้แต่วันเดียว
มีวาระพระบาลีที่ปรากฏในคาถาธรรมบทว่า
ผู้ทำบุญแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละโลกไปแล้ว
ย่อมบันเทิงยิ่งขึ้นไป
ย่อมชื่อว่าบันเทิงในโลกทั้งสอง เมื่อมองเห็น
กรรมอันบริสุทธิ์ของตนแล้ว ย่อมร่าเริงบันเทิงใจมากยิ่งขึ้น
ในสมัยหนึ่ง พระลังกิจจะเถระ ได้พาลูกศิษย์
ประมาณ ๕๐๐ รูป ไปนมัสการสถานที่แสดงปฐมเทศนา
ของพระสัมมาอัมพุทธเจ้า ชาวบ้านเห็นพระภิกษุมากัน
มากมาย ก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ได้ชักชวนกันมา
ถวายภัตตาหารเป็นประจำ แต่มีพราหมณ์สองสามีภรรยา
คู่หนึ่ง ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้สั่งสอนลูกทั้ง ๓
คนว่า อย่าไปทำบุญให้ทาน แต่ทุกๆ ท่าน เป็นคนมีบุญมี
ปัญญา เมื่อได้ฟังธรรมจากพระเถระ ก็เกิดดวงปัญญา
เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยมาก จึงได้นิมนต์
พระมาฉันที่บ้านเป็นประจำ
ส่วนหลานชายเมื่อได้ฟังธรรมะเป็นประจำ ก็
พิจารณาเห็นโทษเห็นภัยในวัฏสงสาร จึงขออนุญาตพ่อ
จึงบอกให้สามเณรเลื่อนเวลาออกไปอีกหนึ่งเดือน พอครบ
หนึ่งเดือนสามเณรก็เข้ามาหาใหม่ พระอาจารย์ก็บอกว่า
ให้รอไปอีกหนึ่งอาทิตย์ คืนหนึ่งบ้านของลุงป่าเกิดพายุพัด
กระหน่ำเข้าใส่ จึงพังลงมาทับคนในบ้านตายหมดทั้ง
ครอบครัว
ผู้ที่เป้นลูกชายลูกสาวของพราหมณ์ได้ไปบังเกิด
เป็นกุมมเทวา มีรัศมีกายสว่างไสวทีเดียว ลูกคนโตมีช้าง
เป็นพาหนะ ลูกคนเล็กมีรถเทียมม้าเป็นพาหนะ ส่วนลูกสาว
มีวอทองเป็นพาหนะ เพราะผลบุญที่เกิดจากการฟังธรรม
และถวายทานเป็นประจำนั้นเอง ส่วนพราหมณ์พ่อแม่ไป
บังเกิดเป็นเปรต ตัวสูงเท่าลำตาล รูปร่างผอมโซ ต่างคน
ก็ต่างถือเอาฆ้อนเหล็กขนาดใหญ่มาทุบตีกัน ที่ที่ถูกทุบจะ
มีปีประมาณเท่าหม้อลูกใหญ่ ผุดขึ้น เมื่อหัวพี่แก่เต็มที่ก็
แตกออก น้ำเลือดน้ำเหลืองใหลไม่หยุด ทั้งสอง
ทั้งสองคนคอย
ดูดกินน้ำเลือดน้ำหนองของกันและกันด้วยความหิวกระหาย
คืนต่อมา สามเณรก็เช้าไปลาพระเถระเป็นครั้งที่
๓ พระเถระจึงพาสามเณร ไปหลังวิหาร แล้วอธิษฐานจิต
ให้เทพบุตรทั้ง ๒ กับเทพธิดาที่เป็นญาติมาปรากฏกายให้
เห็น สามเณรเมื่อได้เห็นเทพบุตรเทพธิดาที่เป็นญาติของตัว
เป็นผู้มีรัศมีกายสว่างไสวแวดล้อมด้วยบริวาร พากันมา
ทางอากาศ มีดนตรีทิพย์บรรเลงไพเราะเสนาะโสต ก็ปลื้ม
ปีติร่าเริงบันเทิงใจ
แล้วสามเณรก็ได้เห็นเปรตสองตายายที่เที่ยวเอา
ฆ้อนไล่ทุบตีกัน รูปร่างดำทะมึน มีผมยาวรกรุงรังน่าเกลียด
น่ากลัว มีน้ำเลือดน้ำหนองไหลออกมาไม่ขาด ร่างกายก็
น่าขยะแขยง เที่ยวติดตามเหล่าเทพบุตรเทพธิดา ที่เคย
เป็นลูกไปทุกหนทุกแห่ง สามเณรยืนดูด้วยความตะลึง
เพราะไม่เคยพบเคยเห็นที่ไหนมาก่อน จึงร้องถามเปรตไปว่า
ไปทำกรรมอะไรมา ถึงต้องมาดื่มกินโลหิตของกันและกัน
อย่างน่าเวทนาอย่างนี้
เปรตก็เล่าให้สามเณรฟังว่า เทพบุตรที่ชี้ช้างเผือก
กัลยาณมิตร พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒ ด๖ด