ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทำอาสวะให้สิ้นได้ และถึงพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔ คือ มีปัญญา
แตกฉานในอรรถ ในธรรม ในภาษา และในปฏิภาณไหวพริบ
เป็นธรรมดาของพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อท่านได้บรรลุอรหัตผล
แล้ว ท่านก็จะระลึกชาติหนหลัง ที่เรียกว่าบุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ย้อนไปดูประวัติการสร้างบารมีของตนเอง เมื่อพบเห็นว่าแต่ละภพแต่ละ
ชาติ ท่านได้ทุ่มเทสร้างบารมีอย่างเต็มที่ก็จะเกิดความปีติปราโมทย์ใจ
พระรโหสัญญิกะ ได้เล่าเรื่องในอดีตชาติของท่านว่า ทุกชาติที่
ผ่านมา ท่านได้บำเพ็ญกุศลไว้มากมาย ได้พบกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาหลายพระองค์ มีความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งในพระพุทธองค์ ท่านจะ
ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์อยู่เสมอ มีใจผูกพันกับพระรัตนตรัย
ตลอดเวลา ได้สั่งสมมหากุศลด้วยการเจริญพุทธานุสสติ ทำให้ท่านมี
อุปนิสัยแห่งการบรรลุมรรคผลนิพพาน
แต่มีอยู่ชาติหนึ่ง ท่านได้ไปเกิดในยุคที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่เรียกว่า “กาลวิบัติ” คือช่วงเวลาที่ว่างจากพระพุทธศาสนา ไม่มีพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติในโลก มนุษย์ในยุคนั้นจึงหมดโอกาสที่จะ
ได้รู้จักพระพุทธศาสนา มิได้รับรสแห่งพระสัทธรรมถ้าใครไปเกิดในยุคนั้น
ก็เท่ากับว่าเกิดมาเปล่าประโยชน์ หาแก่นสารสาระอันแท้จริงในชีวิตไม่ได้
ในสมัยนั้น ท่านได้เกิดในตระกูลของพราหมณ์ ในเมืองที่มี
ความเจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง พอเจริญวัยขึ้นก็ได้ศึกษาศิลปวิทยา จน
ประสบความสำเร็จ แต่เนื่องจากท่านเป็นผู้ที่สั่งสมบุญเก่ามาดี จึงมีดวง
ปัญญามองเห็นว่าความรู้ที่ตนมีอยู่นั้น หาแก่นสารอะไรไม่ได้ แล้วยัง
เป็นทางมาแห่งบาปอกุศล ยากที่จะประกอบอาชีพให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้
ท่านจึงได้สละเพศฆราวาส ออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์
เมื่อบวชแล้วก็เป็นผู้มักน้อยสันโดษ ประพฤติพรหมจรรย์ จนมีผู้ศรัทธา
เลื่อมใสมาขอเป็นลูกศิษย์มีบริวารถึง ๓,๐๐๐ คน ออกบวชเป็นดาบสอยู่
ในสำนักของท่าน ตั้งอาศรมอยู่ใกล้ภูเขาวสภะ เป็นยอดเขาที่สูงรองมา
จากภูเขาทิมวันต์ ซึ่งนักพรตในยุคนั้น ถือว่าเป็นภูเขาที่เป็นสัปปายะที่สุด
ท่านฤาษีได้สั่งสอนศิษย์เหล่านั้น อยู่นานถึง
๓,๐๐๐ ปี แต่ก็ยัง
ไม่ทราบถึง สรณะอันแท้จริง ท่านจึงคิดว่า “เราเป็นอาจารย์ของศิษย์เหล่านี้
เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะที่ควรแก่การเคารพกราบไหว้ แต่น่าเสียใจที่เราไม่
มีอาจารย์ แม้ที่พึ่งที่แท้จริงของเราก็ไม่มี,,
คิดดังนี้แล้ว ก็เกิดความละอายใจ จึงได้เรียกประชุมศิษย์ทั้งหมด
แล้วกล่าวกับศิษย์ทั้ง ๓,๐๐๐ ว่า “ท่านทั้งหลายอาศัยเราเป็นอาจารย์
แต่เราไม่อาจที่จะแนะน่าหนทางหลุดพ้นให้แก่ท่านทั้งหลาย เราไม่ทราบ
ถึงการบรรลุอมตธรรมอันสูงสุดขอให้ท่านทั้งหลายจงอย่าได้เป็นผู้ประมาท"
แล้วท่านก็รู้สึกละอายใจตนเองที่ชีวิตไม่มีแก่นสารสาระ แม้
กัลยาณ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕
©m®