ข้อความต้นฉบับในหน้า
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ข้าศึกจู่โจมโถมกำแพง แต่ก็
ๆ
ไม่อาจจะทำอะไรได้ ทหารของขุนพลบาเลียร์ นำ
โม่หินมาทุบเป็นก้อน ๆ แล้วใช้เครื่องดีดเข้าใส่ข้าศึก
เช่นยิงจรวด ข้าศึกก็ปั่นป่วนวุ่นวายอยู่มิใช่น้อย
และแล้วจึงกิสข่านก็คิดกลอุบายอย่างหนึ่งขึ้นมาได้
จึงสั่งว่า "กั้นแม่น้ำที่ไหลผ่านเข้าปราสาทของมันเสีย
ข้าศึกต่างก็เอาเกวียนบรรทุกทรายมาทับถมลงไปใน
ทางน้ำ ทิศทางของสายน้ำจึงไหลเปลี่ยนทิศทางไป
ทางตะวันตก
เมื่อเห็นว่าผู้คนกำลังจะอดน้ำตาย บาเตียร์
จึงสั่งให้ขุดบ่อขึ้นภายในรั้วกำแพงปราสาท เขาชุด
“กันทางมุมด้านตะวันตกของพระลานลงไปลึกถึง ๔๐๐
ฟุต แต่จะหาน้ำสักหยดเดียวก็ไม่ได้
มาบัดนี้ ขุนพลบาเกียร์ รู้แล้วว่าอวสานนั้น
หาอยู่ไกลไม่
ในชั้นแรก เขานำทรัพย์สมบัติทั้งปวงทุ่มลง
ไปในบ่อจนหมด แล้วสังหารลูกเมียด้วยน้ำมือ
เพื่อที่จะได้ไม่ต้องไปตกอยู่ในเงื้อมมือ
ของตนเอง
ของข้าศึก และเขาพร้อมด้วยไพร่พลทั้งปวงก็โลดแล่น
เข้าตะลุมบอนเป็นครั้งสุดท้าย ขุนพลบาเตียร์หาย
ใจเฮือกสุดท้าย โดยที่ปากมิได้หยุดสาปแช่งศัตรูเลย
หลังจากที่ปราสาทถูกโจมตีแตกแล้ว เจ๊งกิสข่าน
พร้อมด้วยบรรดาทหารก็เข้าค้นเพื่อหาสมบัติ แต่ก็
เหลวเปล่า มิได้มีผู้ใดเคยเห็นสมบัติใด ๆ เลย
เท่าที่ได้พบเห็นคืองูใหญ่มีเกล็ดเป็นเงาเลื่อม ซึ่งเป็น
ทีร่าลือกันว่าเป็นวิญญาณที่มุ่งร้ายด้วยความคุมแค้น
ของขุนพล
บุคคลแรกที่ได้เข้ามาค้นหาความจริงเกี่ยวกับ
ปราสาทมืดนี้คือ คอสลอฟ ชาวรัสเซีย เมื่อตอน
เริ่มต้นศตวรรษที่ ๒๑ คอสลอฟได้ฟังนิทานต่าง ๆ
ที่เล่าขานกันมาถึงเรื่องราวเมือง ๆ หนึ่ง ที่หาย
สาบสูญไปตรงกลางทะเลทราย คอสลอฟมีความ
เชื่อมั่นว่าน่าจะมีเค้าแห่งความจริงอยู่บ้าง เขาจึง
เดินทางมาเพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตน คอสลอฟได้
ขุดพบภาพพระพุทธรูปรูปหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันนี้ภาพ
พระพุทธรูปที่ขุดได้จากฮะรา-โหโต้ โดยคอสลอฟ ได้
เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ในสหภาพโซเวียต
ส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่มาค้นหา ฮะรา-โหโต้
ได้แก่ เฮดิน ชาวสวีเดน สไตน์ ชาวอังกฤษ และ
วอร์เนอร์ นักประวัติศาสตร์เชิงศิลป์ ชาวอเมริกัน
นับตั้งแต่บรรดาบุคคลเหล่านี้ได้ย่างกรายเข้ามาเป็น
คนสุดท้ายแล้ว ฮะรา-โหโต้ก็ถูกทอดทิ้งให้เดียวดาย
จนกระทั่งกาลเวลาได้ผ่านไปถึงกึ่งศตวรรษ
ในวันนี้ เมื่อแสงทองยามอรุณรุ่งเริ่มสาดแสง
เราจะได้เห็นรูปลักษณะของปราสาทเสมือนตารางสี่
เหลี่ยมที่ดูไม่ปกติ ยาวจากทิศตะวันออกไปทางเหนือ
๔๔๐ หลา และจากทางเหนือลงใต้ ๓๗๐ หลา
มีทวารทั้งทางด้านตะวันออกและด้านตะวันตก
ข้างในปราสาทละม้ายไปทางเมืองเล็ก ๆ สัก
เมืองหนึ่ง
จะแลไปทางไหนก็เห็นแต่ร่องรอยของ
อาคาร และที่สำคัญมีซากปรักหักพังของวัดใหญ่ ๆ
หลายวัด... ซึ่งบ่งให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้คนเมืองนี้
ศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก
กำแพงปราสาทนั้นสูงถึง ๙ เมตร ก่อด้วยดิน
อัดแน่นข้างนอกกำแพงปราสาท ทางด้านตะวันออก
ยังจะได้เห็นร่องรอยถนนสายหนึ่ง ยามได้ยินเสียง
กระดึงคล้องคออูฐ ก็คงจะรู้ได้ว่ามีกองคาราวานผ่านมา
และเมื่อเข้ามาทางประตูทางตะวันออก สิ่งแรกที่จะ
ได้เห็นก็คือวัด แต่มาบัดนี้ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย
นอกจากเศษกระเบื้อง
ในหมู่กองของเศษกระเบื้องนั้น มีกระเบื้อง
มากมายหลายชนิดบ้างเป็นกระเบื้องหลังคาทรงกลม
บ้างก็แบนเพื่อใช้เป็นกระเบื้องปูพื้น นักโบราณคดี
บอกว่า กระเบื้องเหล่านี้แสดงว่าเป็นกระเบื้องโบสถ์
ในพุทธศาสนา... และลักษณะทางสถาปัตยกรรม
นั้นได้รับอิทธิพลมาจากจีน
กัลยาณมิตร 59