ข้อความต้นฉบับในหน้า
นแกะสลัก
สัญลักษณ์ความรุ่ง
เรื่องในยุคของพระ
เจ้ากนิศกะ ประมาณ
ศตวรรษที่ ๓
พุทธกาล
ของ
๔๐ กัลยา ณ มิตร
กษัตริย์ของกลุ่มอิหร่านยุคนี้ มีพระนาม (Dhani : อ้าง
แล้ว) ว่า สายาธะ สิธะ เสนา ประ มิ พาหริ และพาห์ กล่าวว่า
กลุ่มกษัตริย์นี้ปกครองคันธาระ โดยเปลี่ยนชื่อเป็นเปศวร
อย่างไรก็ตามมีการพลิกฟื้นราชวงศ์กุษาณะขึ้นใหม่ โดยครอง
คันธาระเดิมจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๕ ท่านฟาเรียน ได้จาริกมา
เยือนเมืองนี้อีกครั้ง และเป็นผู้ที่ได้ศึกษาความเป็นไปของเมือง
คันธาระอีกครั้งตามบันทึก ท่านฟาเรียน
เมื่อสิ้นยุคกุษาณะอีกครั้งนี้ ราชวงศ์คุปตะได้ทรงอิทธิพล
ขึ้นในอินเดีย ปกครองอินเดีย และเข้าสู่พันธมิตรกับอิหร่าน
โดยพระเจ้าสมุทรคุปตะ อักษรคาโรซธีเลิกใช้ มาใช้อักษรของพวก
คุปตะคืออักษรพรหมณีแทน
ท่านเสี้ยนจาง ได้เข้ามาพบว่า พุทธศาสนาถูกบิดเบือน
ไปมากแล้ว ทำให้เกิดความเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในอินเดีย
เหนือในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ธานี
ได้ย้ำว่า ศิลปะพุทธแบบคันธาระก็ยัง
ครองอิทธิพลอยู่หมู่ประชาชนต่อไป
กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๗ นี้เอง
ได้มีการนำพิธีกราบคลานหรือพิธีถวาย
บังคมมาใช้อีกครั้ง เมื่อพวกอาหรับเริ่ม
เข้ามาถึงอัฟกานิสถานตอนกลาง
ทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน
ดินแดนของพวกทางเหนือ สำหรับบริเวณ
ที่มีการติดต่อค้าขายกันถึงเมืองท่าตะกั่วป่าในไทยนั้น
พบว่า สิ่งประดิษฐ์เชิงศิลปกรรมนั้นมีความวิจิตรไม่แพ้กัน
ภาษาศาสตร์ของพวก Takuapa
เราจะ
การศึกษาเชิงอักขระวิธีของพวกตะกั่วป่านั้น เป็นเรื่องที่ยาก
เพราะเป็นภาษาที่ตายไปประมาณสองพันปีมาแล้ว
แต่ยังมีความพยายามศึกษาภาษาของพวก "Tocharian"
อย่างต่อเนื่องกันมา ทั้ง ๆ ที่ยังหาข้อยุติกันไม่ได้ เหตุหนึ่งก็เป็น
ไปตาม Tarn ซึ่งกล่าวไว้ชัดว่า ผู้ส่งต่อรากศัพท์ทางภาษานั้นมี
หลายกลุ่มหลายพวกกันมาก อาทิ พวกกรีก โรมัน อินเดียน
และพวกสลาฟ พวกเยอรมันยุคต้น ฯลฯ
Douglas Q, Adam ได้ตีพิมพ์รากฐานทางภาษาของ
พวกตะกั่วป่า โดยเขียนรายงานวิชาการไว้ใน Journal of the
American Oriental Society No.104.3 1984
สถานะทางภูมิศาสตร์ของพวกตะกั่วป่าเหนืออยู่กับวัฒนธรรม
ที่เรียกว่า Pre-Indic และ Pre-Greeks ด้วยซ้ำ เนื่องจากอยู่
กับบริเวณที่ใกล้เคียงกับชนหลายพวกหลายเผ่า
แม้ในปัจจุบัน
Kalyanamitra.org