ข้อความต้นฉบับในหน้า
นิด ๆ แต่นัยตากลับมองเลยออกไปไกล
ทรมานของผู้คน
"คิดถึงความรวดร้าว
และแผ่นดิน เมื่อคืนเสียกรุง” ฉันตอบ พร้อม
ความรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา
"บุษว่า... ความทุกข์คงจะประมาณไม่ได้
เพราะขาดที่พึ่ง มองไปทางไหนคงมีแต่เปลวไฟ
และเสียงร้อง พ่อแม่คงห่วงลูก และลูกก็คงจะ
ร้องหาพ่อแม่” ฉันพูดต่อไป
เรื่อย ๆ โดยที่รู้อยู่แก่ใจว่า
เขาอาจจะไม่ได้ยิน หรือ
ไม่ได้ฟัง
“เรื่องมัน
ผ่านไปแล้ว”
อ า ร ถ ต อ บ
และฉันเอง
แปลกใจที่
เขาได้ยิน
เพราะฉันว่าฉัน
พูดเบา ๆ เท่า
นั้นนี่นา
"เรื่องมันผ่าน
ไปแล้ว เดี๋ยวนี้ทุกอย่างก็
ดีขึ้นแล้วไม่ใช่หรือ” เสียงเขาพูดต่อ
"ใครจะรู้...." ฉันคิดอยู่ในใจ พลางชวน
เขาให้กลับเพราะใกล้ค่ำเต็มที่ และไม่อยากให้
ความรู้สึกวิเวกวังเวงฉวยโอกาสวิ่งเข้ามาในใจได้
ค่ำนั้น อาหารเย็นของเราแสนอร่อย
และแสนสนุกสนาน เรากินข้าวกันอย่างง่าย ๆ
กับน้องชายของอรรถที่ทำหน้าที่เป็นพ่อครัวเอก
คนที่สนุกมาก เห็นจะเป็นอรรถ เขาพูดแกงส้ม
ปลาหมอที่เพิ่งจะยกลงจากเตาและยังร้อนกรุ่น
อย่างเอร็ดอร่อย อย่างไม่ยี่หระกับก้างปลา ดู
ช่างชำนาญกับการรับประทานเสียจริง ๆ ส่วนฉัน
ก็อร่อยกับผักบุ้งผัดกับพริกแกงและหมูสามชั้น
หอมใบมะกรูดสดที่เพิ่งเด็ดจากต้นมาฉีกโรยผสม
ลงไปขณะกำลังจะตักขึ้นจากกระทะ
เราสามคนคุยกันไป สรวลเสเฮฮา
ตามประสาพี่น้องอย่างสดชื่น ทำ
ให้อาหารมื้อนั้นอิ่มและสนุก
เป็นพิเศษจริง ๆ
คืนนั้น กว่า
เราจะออกจาก
บ้านน้าของ
อรรถก็ค่ำมาก
แล้ว แต่ฟ้า
ไม่มืดเพราะ
เป็นคืนข้างขึ้น
ท้องฟ้าต่างจัง
หวัดช่างดูกว้าง
ใหญ่ ทำให้เห็น
พระจันทร์ ชัดเจน
คล้ายกับจะเอื้อมมือถึง ดู
ราวกับว่าเป็นคนละฟ้ากับกรุงเทพฯ
ที่มองไม่ค่อยจะเห็นอะไร เพราะตึกรามและ
มลภาวะบดบัง
แทนที่จะตรงเข้าที่พัก อรรถชวนฉัน
ขับรถชมอยุธยายามค่ำคืน ซึ่งไม่ค่อยคึกคัก
เท่าใดนัก เพราะไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวในเชิงเริงรมย์
แต่กลับมีความรู้สึกสงบง่าย ๆ กับความเป็นอยู่
ที่ไม่หรูหรา ค่อนข้างสมถะของคนพื้นบ้าน
Kalyanamitra.org
กัลยาณมิตร ๙๓