ข้อความต้นฉบับในหน้า
นับวันแต่จะมีปัญหาพอกพูนมากขึ้นในสังคมตามลำดับ
ไม่ใช่แต่เพียงว่าจะเกิดขึ้นในสังคมอเมริกันเพียงอย่าง
เดียวเท่านั้น แต่ปัญหานั้นลุกลามไปในส่วนต่าง ๆ
ของโลกด้วย ถ้าเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นไม่มีกรอบคือ
ธรรมะ เป็นเครื่องชี้นำหรือควบคุม เพราะการที่มนุษย์
จะแสดงออกในทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเอง คิด ทำ หรือ
พูด แล้วถือว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไปนั้นก็ไม่สมควร
เพราะปัญหาจะเกิดขึ้นตามมาเสมอ ถ้าสิ่งนั้นไม่ชอบ
ธรรม ในหลักพุทธศาสนานั้นถือว่าการที่จะกระทำสิ่ง
ใดสิ่งหนึ่งลงไปในสังคมนั้นต้องอาศัยความถูกต้องหรือ
ความชอบธรรม ซึ่งเกิดจากความปรารถนาดี ต้อง
ไม่ได้เกิดจากความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่เป็นการกระทำไป
เพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียง หน้าตาของตัวเอง แต่เป็นไป
เพื่อประโยชน์ที่แท้จริงของสังคม หรือของประเทศชาติ
ในเชิงพุทธศาสนาถือว่า การที่จะแสดงออกสิ่งใดสิ่ง
หนึ่งลงไปก็ตาม บุคคลผู้แสดงออกจะต้องมีความกลัว
และความละอายต่อบาปหากจะแสดงในสิ่งที่เป็นไปเพื่อ
อบายมุข เป็นไปเพื่ออกุศล หรืออยู่ด้วย ความครอบงำ
ของอกุศลเจตนา ซึ่งประกอบด้วยความโลภ ความ
โกรธหรือความหลง เป็นต้น ตราบใดที่จิตใจของมนุษย์
ในสังคมไม่ได้รับการพัฒนาให้ละความโลภ โกรธ หลง
ความ
ตราบนั้นสิทธิมนุษยชนที่แท้จริงย่อมไม่เกิดขึ้นในสังคม
แต่กลับเป็นการแสดงออกของความฟุ้งซ่าน
ทะยานอยากเพื่อชื่อเสียงเกียรติยศ หรือเงินทอง
หรือความอยากเด่นอยากดังในสังคม นักการเมือง
นักการศึกษา หรือประชาชนทั่วไปมักจะลืมไปว่าสิทธิ
มนุษยชนนั้นมาจากรากฐานของศีลธรรมเป็นเบื้องต้น
มิเช่นนั้นแล้วสังคมที่ปราศจากศีลธรรมสิทธิมนุษยชน
นั้นก็จะเป็นดาบสองคม ซึ่งจะคอยกระหน่ำซ้ำเติม
บุคคลที่อยู่ในสังคมนั้น ให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความ
หวาดระแวง ความฟุ้งซ่าน หรือหาความสุขอย่างใด
อย่างหนึ่งในชีวิตไม่ได้เลย
- สิทธิมนุษยชนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้เฉพาะ
ในสังคมของคนที่ได้รับการฝึกฝนอบรมด้านศีลธรรม
อย่างดีมีสติปัญญา เมตตา กรุณา และความปรารถนา
ดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันมิใช่เป็นสิ่งที่เกิดจากค่านิยม
ตามวัฒนธรรมตะวัตก ซึ่งชอบทำอะไรกันแบบตามแฟชั่น
แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทุกประเทศจะได้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน
และนำมาประยุกต์ใช้ให้พอเหมาะกับสถานการณ์ของ
แต่ละประเทศ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าทุก
ประเทศจะสามารถมีสิทธิมนุษยชนที่ทัดเทียมกันได้ เรา
เองก็ควรจะถามตัวเราเองอยู่เสมอว่า จิตใจของบุคคล
ในสังคมของเรานั้นมีศีลธรรมดีพร้อมที่จะรองรับการมี
สิทธิในการแสดงออกในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ
สำหรับสหรัฐอเมริกานั้นนับวันจะยิ่งห่างออก
จากหลักการของธัมมาธิปไตยในพุทธศาสนามากขึ้นทุกที
เพราะค่านิยมของสังคมในปัจจุบันถูกกำหนดด้วยลัทธิ
นิยมการบริโภคหรือการกีดกันผิว หรือคนต่างชาติอยู่
มิใช่น้อย ความเสื่อมทรามของศีลธรรมในสังคมนั้น
เกิดขึ้นทุกหัวระแหงเช่นเดียวกับในหลายประเทศ
ประชาชนมีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่
อยู่ในเมืองใหญ่ ๆ การเอารัดเอาเปรียบกันของ
ประชาชนเพิ่มมากขึ้น
ความละอายต่อการกระทำ
ความชั่ว หรือความละอายต่อบาปนั้นลดน้อยลงไป
อย่างมาก การหย่าร้างในหมู่คู่สมรสในสหรัฐอเมริกา
นั้นมากกว่าร้อยละ ๕๐ เสียด้วยซ้ำไป ถ้าปราศจาก
ศีลธรรมอันดีงามแล้ว ในไม่ช้าประเทศต้นตำรับของ
สิทธิมนุษยชนคือ สหรัฐอเมริกานี้เอง คงจะต้องชอกช้ำ
เพราะสิทธิมนุษยชนตามกฎบัตรของประเทศนั้นกลาย
เป็นดาบสองคม เข้าฟาดฟันความชอบธรรมของ
บุคคลภายในประเทศเอง คนที่ไร้ศีลธรรมจำนวน
มากจะหยิบยกสิทธิเหล่านี้ขึ้นมาแอบอ้างแสวงหาผล
ประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด การพัฒนาประชาธิปไตย
ที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้นจากการพัฒนาศีลธรรมของบุคคล
ในสังคมนั้นอย่างชัดเจนที่สุด
อ่านต่อฉบับหน้า
กั ล ย า ณ ม ต ร ๒๑