ข้อความต้นฉบับในหน้า
ที่จริงทั่วทั้งพื้นที่ของประเทศพม่า หรือมะยัน
หม่า หรือเมียนหม่านั้น มีพุทธเจดีย์ให้กล่าวถึงทั่วไป
เกือบทั้งประเทศ เพราะเวลามองจากเครื่องบินลงไป
ขณะเครื่องบินเข้าสู่เขตแดนพม่าและเริ่มลดระดับบินนั้น
ถ้าหากมองลงมาจากหน้าต่างเครื่องบินจะมองเห็นยอด
เจดีย์ สูงบ้างต่ำบ้าง ดูระยะดาษดื่นเต็มไปหมด
เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่มักปรักหักพัง ได้รับการดูแลได้
ไม่ทั่วถึงเท่านั้น
แต่อีกจุดหนึ่งที่น่าจะนำมากล่าวถึงในที่นี้ คือ
พระพุทธเจดีย์ จิตตอง บนที่ราบสูงอะระข่าน (Ar-
akan) ดินแดนของพวกยะไข่ และมอญ ที่เคยรุ่งเรือง
นักหนา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 ถึง 6 นับเป็นอีก
อาณาบริเวณหนึ่งที่มีร่องรอยความเจริญอย่างมากของ
พระพุทธศาสนาทางฝ่ายมหายาน ซึ่งเป็นพื้นฐานตั้ง
เดิมของพุทธศาสนาในประเทศพม่า เป็นดินแดนแห่ง
ความอุดมสมบูรณ์และนักหนาด้วยอำนาจทางการเมือง
ในยุคนั้น
น่าตื่นเต้นสำหรับ พุทธเจดีย์จิตตอง ที่สร้าง
ขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๕ หรือประมาณนั้น ก็คือ
ความมีลักษณะที่คล้ายกันเป็นอย่างมากกับมหาพุทธ
เจดีย์บรมพุทโธที่สร้างขึ้นในช่วงประมาณพุทธศตวรรษ
ที่ ๑๐
แน่นอน ถึงแม้เวลาของการสร้างจะไม่แน่นอน
แน่ชัด แต่ทว่าโดยลักษณะของศิลปะที่คล้ายกันเป็น
อย่างมากนั้น น่าจะเป็นข้อคิดให้กับผู้ชอบค้นคว้าใน
เรื่องความเจริญ และร่องรอยของพระพุทธศาสนา
โดยเฉพาะในฝ่ายมหายาน ที่ถือภาวะของธรรมกาย
เป็นจุดที่สุดของการปฏิบัติสมาธิภาวนา ดังที่มีปรากฏ
เป็นหลักฐานอยู่ทั่วไปในคำสอน และพระสูตรทั้งหลาย
ของพุทธศาสนาในประเทศญี่ปุ่น จีน และทิเบต
ตื่นเต้นในเรื่องของศิลปะที่แสดงออกถึงพื้นฐาน
แท้จริงของพุทธศาสนาในพม่าไปแล้ว คราวนี้มาสนุก
กับตำนานของเจดีย์สำคัญอีกสักแห่งหนึ่ง นั่นคือ
เจดีย์ปอนยาจีน ในบริเวณที่เรียกว่า ซาเกียง ของพม่า
ปอนยาน ถูกตั้งชื่อตามชื่อของขุนนางผู้ซื่อสัตย์คน
หนึ่งของพม่า ซึ่งได้รับคำสั่งจากพระเจ้าแผ่นดินพม่า
ในขณะนั้น (ผู้กลายเป็นคนป่วยอย่างหาสาเหตุไม่ได้
หลังจากที่พระองค์ได้รับหีบทองประดับเพชรพลอยมีค่า
มาจากแดนไกล ซึ่งพระองค์ใช้เป็นหีบหมาก) ให้นำ
เอาหีบทองประดับเพชรที่ทรงใช้เป็นหีบหมากนั้นไป
แกะดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในนั้น ที่พอจะทำให้พระองค์
เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอเช่นนั้นได้
ปอนยาฉัน..ขุนนางผู้สัตย์ซื่อได้ช่วยกันกับ
ช่างทองแกะ ซื้อ หีบใบนั้นในเย็นวันที่ได้มอบหมาย
ผลก็คือ ได้พบว่าภายในฝาปีบที่ผนึกอย่างดีนั้น บรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุ ที่พอเปิดพบก็ได้แสดงปาฏิหาริย์
ลอยออกมา และส่งรังสีสว่างไสวไปทั่ว
เมื่อเห็นดังนั้น ประจวบกับเวลาก็ย่ำค่ำ ไม่
ทันที่จะถวายรายงาน ปอนยานจึงช่วยกันกับนาย
ร่างทองสร้างเจดีย์ขึ้นบนเนินเขาแห่งหนึ่งเพื่อบรรจุ
พระบรมสารีริกธาตุได้สำเร็จในค่ำคืนวันนั้น อย่างมี
ความปรารถนาจะให้พระเจ้าแผ่นดินชื่นชม กับทั้งตั้ง
ใจว่าวันรุ่งขึ้นก่อนอรุณจะแจ่มฟ้า เขาจะไปอัญเชิญ
เสด็จพระองค์มายังเจดีย์นี้เพื่อชื่นชมกับความศักดิ์สิทธิ์
แต่ไม่ทันการ พระเจ้าแผ่นดินเกิดไปรู้เรื่องเสียก่อนว่า
ปอนยาถิ่นทำดังนั้น จึงแทนที่จะยินดี กลับกลายเป็น
ทรงพิโรธเป็นการใหญ่ คิดว่าปอนยาถิ่นคิดการใหญ่
ไม่ซื่อตรงเสียแล้ว ถึงกับสั่งให้ทหารควบคุมบ่อนยาน
แล้วมัดมือเท้าให้แน่นหนาโยนทิ้งในน้ำวนในคืนวันนั้น
แต่การกลับเปลี่ยนไป คนดีพระต้องคุ้ม) เมื่อ
ทหารโยนปอนยาฉันลงไปในน้ำ ทันทีที่ปอนยาอื่น
ตกต้องผิวน้ำ น้ำก็แยกตัวออกเป็นปล่องใหญ่ไม่ท่วม
ทับกายของปอนยาน เครื่องพันธนาการก็หลุด
ออกได้เอง ผู้คนที่พายเรือตามมาด้วยความสงสาร
และสงสัย พากันตื่นเต้นโจษจันกันไปทั่ว เมื่อพระ
เจ้าแผ่นดินทรงทราบจึงให้เชิญป้อนยาฉันกลับไป และ
เมื่อทรงได้สดับรับฟังเหตุการณ์แล้ว จึงเข้าใจและ
ปรีดาปราโมทย์ในบุญญาธิการของพระองค์เองกับความ
๕๔ ก ล ย า น ม ต ร