ข้อความต้นฉบับในหน้า
มื่อลัทธิและปรัชญาของพราหมณ์เสื่อมลง
เพราะสถาบันพราหมณ์ได้เข้าไปร่วมอยู่กับ
การเมืองมากยิ่งขึ้น ก็ว่าต้องมีลัทธิใหม่
ขึ้นมาแทนที่มนุษย์ได้พบกับสัจธรรมที่ว่า
เงื่อนไขของพระเจ้านั้น มิได้เป็นเงื่อนไขที่ให้ความเป็น
ธรรมนัก ผู้ชั่วร้ายในวรรณะสูงมิต้องโดนลงโทษ และ
พวกผู้ดีในวรรณะต่ำก็หาได้พ้นจากการกดขี่ข่มเหง
และบาปในโลกมีแต่ความทารุณเกินกว่าที่จะยอมทน
อยู่เฉยได้
ผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าว และมีความเกรง
ต่อการเกิดใหม่ในชาติหน้าว่าจะมีวัฏจักรซ้ำรอยเดิม
จึงพยายามค้นหาทางลัดต่าง ๆ นานาที่จะหลุดพ้น
จากพันธนาการทางโลกโดยสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าเป็น
ตัวอย่างของผู้ไม่พึงพอใจในสวรรค์ แม้อยู่ในสวรรค์
บนโลกมนุษย์ก็ยังค้นพบว่า ในสวรรค์นั้นมีความ
สกปรกโสโครกและการแก่งแย่งชิงดีกัน อันเกิดเป็น
ภาพที่น่าเวทนา แรงดลใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าเห็นคือ
สภาพความทุกข์ความน่าเวทนา ในหมู่มนุษย์ผู้ร่วม
วรรณะ ดังนั้นการแสวงหาตนทางใหม่จึงเกิดขึ้น
การต่อต้านศาสนาพราหมณ์ในยุคนั้นทำให้ราก
ฐานความเชื่อของคนถูกสั่นคลอนไปด้วยความเชื่อใน
แบบพุทธศาสนาเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิบัติพวกพราหมณ์
อยู่ ๔ ข้อใหญ่ ๆ คือ
๑. พวกพราหมณ์สอนความรักในมนุษย์ ให้
มนุษย์มีเมตตา มีความรัก แต่ในทางปฏิบัติกลับตั้ง
ชั้นวรรณะขึ้น และการปฏิบัตินี้ทำให้มนุษย์ไม่เสมอ
ภาคกันอย่างแท้จริง ผู้อยู่ในวรรณะสูงต่อต้านมนุษย์
ผู้อยู่ในวรรณะต่ำกว่า พราหมณ์ยังมุ่งพิธีกรรมที่โหดร้าย
เช่นการบูชายันต์ด้วยสัตว์ หรือคน ทำให้ลัทธิความ
เชื่อนี้ไม่มีความรักในสิ่งที่มีชีวิต ทั้งคนและสัตว์
๒. พวกพราหมณ์ลุ่มหลงอยู่ในกิจกรรมทางโลก
โดยอาศัยพิธีการทางศาสนาพราหมณ์ยกฐานะของตน
จนเกือบสุดโด่ง คือสร้างตนเองว่าเป็นตัวแทนจาก
สวรรค์เป็นตัวแทนระหว่างพระเจ้ากับคน
๓. ศาสนาที่แท้จริงย่อมไม่แบ่งแยกฐานะของคน
แต่ต้องให้ทุกๆ คนมีความสมบูรณ์อยู่ในตนเอง ระบบ
วรรณะของพราหมณ์เป็นปราการเบื้องต้นที่ทำให้คน
เกิดมามีสภาพไม่สมบูรณ์ตามสถานะ ลักษณะนี้เป็น
การผูกขาดตายตัวจนเกินไป
๔.ศาสนาและความเชื่อในพิธีการเป็นเรื่องที่
เคร่งครัด ยากแก่การเข้าถึง คนจำต้องตกอยู่กับพัน
ธนาการทางความคิด โดยถูกกรอบของบัญญัติต่าง ๆ
ครอบคลุมไว้ ยากแก่การส่งผลดีในการปฏิบัติ
กับการปฏิบัติ การยึดถือในแบบนามธรรมกับการดู
ท้าทายการพิสูจน์อยู่มาก
การท้าทายต่อความเชื่อของพราหมณ์เป็นการ
เน้นให้เห็นถึงหนทางในการแก้ปัญหาระหว่างความจริง
อาการและพฤติกรรมในสิ่งที่เป็นรูปธรรม ปัญหาที่จะ
หาความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันตามนัยดังกล่าวนี้เป็น
ปัญหาสากลที่ปราชญ์ทั้งหลายล้วนเห็นว่าเป็นเรื่องที่
สภาพการเมืองในยุคพุทธกาล (600-321 B.C.)
หลังจากยุคพระเวทและยุคอารยันพวกแรกที่เข้า
เริ่มมาในอินเดียตอนเหนือแล้ว การเมืองและประวัติ
ศาสตร์ได้เริ่มพัฒนาขึ้นเป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้น คล้าย
กับหลังยุคของมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์ในกรีก
ที่ประวัติศาสตร์เริ่มจารึกพฤติกรรมระหว่างมนุษย์ขึ้น
อย่างแท้จริง
๗๒ ก ล ย า ณ ม ต ร