ข้อความต้นฉบับในหน้า
บริ
ความนิยมของใหม่และแปลก เธอจึงมักประดับกาย
ด้วยอาภรณ์ที่สีแปลกรูปทรงแปลกสะดุดตา ชวนมอง
อย่าไปวิตกกังวลอะไรเลย นิยมกันเสียพักหนึ่ง เห่อ
กันไปพักหนึ่งแล้วหายไปเอง
อีกวันหนึ่ง ตอนเย็นเช่นเดียวกัน อโศก
เที่ยวเดินดูนกยูงให้อาหารมัน ดึงและกวาดหยากไย่
ที่กรงนกยูงบางตัว เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินไป
หาศีขริน ซึ่งกำลังรดน้ำต้นไม้ เขาสนทนาหยอกล้อ
กันอยู่พักหนึ่งแล้วเดินกลับ เขาผ่านซุ้มไม้เลื้อยมี
ต้นจำปา จำปีปลูกล้อมซุ้มไม้เลื้อยนั้นอยู่น่ารื่นรมย์
เขาเห็นเวทีสานั่งร้อยมะลิอยู่ ข้างหน้าเธอมีกอง
ดอกมะลิกองโต มีสาวใช้คนหนึ่งนั่งช่วยร้อยมะลิอยู่
ใกล้ ๆ เขาเดินผ่านมา จึงแวะทำความเคารพนายตน
และทักทายพอเป็นอัธยาศัย หญิงสาวอยู่ในชุด
สีดอกตะแบกคลุมมาถึงข้อเท้า
"วันนี้ พระจันทร์ขึ้นแต่ตอนเย็น พระ
อาทิตย์ยังไม่ตก” เขาพูดแล้วจ้องมาทางหญิงสาว
เวทสาเป็นคนฉลาดรู้ว่าเขาพูดพาดพิงถึงตนก็ละอายอยู่
แต่แข็งใจพูดออกไปว่า
“ท่านพูดอะไร ๆ ให้ระวังบ้าง ควรสำนึก
ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร”
แ
อโศกทำที่เป็นตกใจ และกล่าวว่า “ข้าพเจ้า
ขออภัยด้วย ถ้อยคำกล่าวของข้าพเจ้าสักครู่นี้ไม่
ต้องด้วยอัธยาศัยท่าน ข้าพเจ้าเป็นเพียงคนเลี้ยง
นกยูง ย่อมจะพูดจาอย่างลูกเศรษฐีไม่ได้ ย่อม
หยาบกระด้างไม่นิ่มนวลเหมือนชายหนุ่มตระกูล
เศรษฐีเขาพูดกัน”
เอ เลือดฉีดขึ้นหน้าเวทิตาอย่างแรง เธอ
อยากจะโกรธชายผู้โอหังคนนี้ อยากจะบอกบิดา
ของนางให้ไล่ออกเสีย แต่มีอะไรบางอย่างที่เธอก็ไม่
รู้เหมือนกันว่า อะไรทำให้เธอไม่กล้าทำดังนั้นเพียง
แต่เม้มริมฝีปากแน่น
อโศกเห็นดังนั้นจึงบอกลา ทำท่าจะก้าวเดิน
แต่หญิงสาวพูดขึ้นว่า
"เมื่อท่านจะรีบไปก็เชิญเถิด”
คำว่า “เมื่อท่านจะรีบไปก็เชิญเถิด” นั้น
เมื่อออกจากปากของสตรีมักจะมีความหมายว่า "เชิญ
นั่งก่อน” ดังนั้นแทนที่จะเลยไปอโศกกลับนั่งลง
ใกล้ ๆ หญิงสาว จนหญิงสาวใช้ของเวทีสามองตา
เขียวด้วยความไม่พอใจ
ก ล ย า ณ ม ต ร ๖๙