ข้อความต้นฉบับในหน้า
ค
จา
สอนของแม่ยังคงวนเวียนอยู่ไม่
เสื่อมคลาย แม้วันเวลาจะล่วง
เลยมาช้านาน
และแม่ของผู้
เขียนก็ลาลับดับสังขารไปนานแล้ว
คำสอนนี้จะเวียนมาทุกครั้งเมื่อใกล้เวลาเข้าพรรษา
เวลาที่พระท่านจะออกรับบาตรเป็นกิจวัตร จำนวนพระ
ในวัดแต่ละวัดจะเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งถึงสองเท่า เพราะ
เป็นช่วงเวลาที่ลูกชายของแต่ละครอบครัวได้โอกาสบวช
เข้ามาเพื่อฝึกตนก่อนที่จะแต่งงาน หรือออกไปทำมา
หากิน ค้าขายเลี้ยงชีวิต
คนโบราณเรียกคนที่ยังไม่ได้บวชว่า คนดิบ
และถือว่าคนที่ไม่ได้บวชนั้น จะทำมาหากิน หรือทำ
อะไรก็ตาม ไม่ขึ้น
เพราะการบวชเท่ากับเป็นการเข้าไปฝึกอบรม
ตน ให้รู้จักมีสัมมาคารวะ รู้จักความอดทน อดกลั้น
รู้จักการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนหมู่มาก รู้จักการเอื้อเฟื้อ
เผื่อแผ่ เสียสละ รู้จักการทำตนให้เป็นคนมีค่าควรแก่
ความเคารพเชื่อถือของคนอื่น ๆ รู้ถึงคุณธรรมโดย
พื้นฐานในการดารงชีวิต ที่สามารถทำให้ตั้งตนอยู่ใน
ความคิดถูก เห็นถูกได้
ดังนั้น สามเดือน หรือหนึ่งพรรษา จึงเท่ากับ
เป็นการเข้าไปเตรียมตนให้เป็นผู้ใหญ่ของบรรดาชาย
หนุ่มทั้งหลายนั่นเอง
และคงเป็นด้วยเหตุนี้ ที่ทำให้ประเทศไทย
เราอยู่ยงคงกระพันรอดมาได้จนกระทั่งทุกวันนี้
ส่วนการใส่บาตรที่เป็นหัวข้อเรื่องนั้นเกี่ยวข้อง
อย่างไรกับการบวชเล่า ถึงได้หยิบยกขึ้นมากล่าวเสีย
ยืดยาวเช่นนี้ เกี่ยวแน่นอน เพราะการใส่บาตรนั้น
เท่ากับเป็นการให้กำลังใจผู้บวช และได้ฝึกทั้งผู้บวช
และผู้ตักบาตรไปพร้อม ๆ กัน
สำหรับผู้บวช หรือพระภิกษุ การออกรับ
บาตรจะทำให้ผู้บวชได้ระลึกรู้อยู่เสมอถึงความเป็นสมณะ
และจะได้เตือนตนอยู่เป็นนิจว่าอาหารที่ได้มานั้น ได้
มาจากเรี่ยวแรงของคนอื่นที่จัดถวาย ใส่มาในบาตร
ให้ด้วยความเคารพและศรัทธา
จะได้เตือนตนเองให้กระทำแต่สิ่งที่เป็นกุศล
ควรค่าแก่อาหารที่ได้รับมานั้น ทั้งระยะของการเดิน
ออกภิกขาจารนั้นเล่า จะได้เป็นเวลาให้ผู้บวชได้เกิด
พิจารณาไปขณะเดินไปในเรื่องของชีวิต หรือธรรมชาติ
สองข้างทาง เพราะการเห็นขณะที่ครองผ้ากาสาว
พัสตร์นั้น จะแตกต่างกับการเห็นขณะที่เป็นคนธรรมดา
หรือฆราวาสโดยสิ้นเชิง
ทั้งยังเป็นเวลาพิสูจน์ตนเองในเรื่องของทาน
ด้วยว่า ได้ทำมาเพียงพอแล้วหรือยัง จากจำนวนของ
ผู้คนที่ออกมาตักบาตรให้กับตน
ประณีตของอาหารที่ได้รับ
และสภาพความ
ส่วนฆราวาส ทั้งหญิง และชายนั้น ได้
ประโยชน์จากการตักบาตรอย่างไร...
ได้แน่นอน และมากเสียด้วย นับตั้งแต่การ
ฝึกตนให้เป็นคนตื่นเช้า เพราะจะต้องจัดเตรียมอาหาร
ให้เรียบร้อย แล้วออกไปตั้งโต๊ะรอรับพระ มิใช่ให้
พระท่านมายืนรอรับอาหารจากเรา และการตื่นแต่
เช้ากุลีกุจอรีบทำอาหาร เตรียมอาหารนั่นแหละ ที่จะ
ทำให้เรากลายเป็นคนว่องไว และประณีตไปในขณะ
เดียวกัน เพราะการเตรียมอาหารสำหรับพระนั้น จะทำ
โดยปล่อยผ่าน ๆ ไปนั้นไม่ได้ ผิดวิสัยของชาวพุทธ
และเป็นการวางแผนอนาคตที่เลวร้ายให้กับตนด้วย ถ้า
ทำเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นการฝึกตัวเองให้เป็นคนชุ่ย มี
กิริยากับบุคลิกลักษณะลุก ลุกลน
โดยเฉพาะชาวพุทธนั้นถือว่า
ให้กับใคร ผู้กระทำย่อมได้ผลเช่นนั้น
ทําอย่างไร
ฉะนั้น ถ้าเราจัดอาหารตักบาตรอย่างขอไปที่
ไม่สนใจทั้งรส และความประณีตของการบรรจุละก็
สิ่งที่เราจะได้ตอบแทนในชีวิต ก็คือความไม่ประณีต
ในสิ่งของที่ได้รับ ตั้งแต่บ้านเรือน เครื่องนุ่งห่ม ไป
กั ล ย า ณ ม ต ร 550