ข้อความต้นฉบับในหน้า
กำลังยังดีอยู่สามารถเดินทางไกลได้ และสามารถที่
จะต่อสู้กับนายสารถีได้ (ถ้าหากว่าจะเกิดมีการต่อสู้
ครั้นได้ทดลองพละกำลังเป็นที่พอพระทัย
กันขึ้น)
เช่นนี้แล้ว พระองค์ก็ค่อย ๆ เสด็จไปประทับยืนที่
ปากหลุม แล้วตรัสถามนายสุนันทะ
“ท่านขุดหลุมอันกว้างใหญ่นี้ เพื่ออะไร?”
“จะฝังพระราชโอรสผู้เป็นคนกาลกิณี เพราะ
มีลักษณะเป็นเปลี้ยง่อยและใบ้หนวกของพระเจ้าแ
อยู่หัวของเราลงในหลุมนี้” เขากล่าวโดยมิได้แหงน
หน้าขึ้นดูว่าเป็นใครแล้วก็เริ่มขุดต่อไปด้วยความเหน็ด
เหนื่อย และหลุมที่ขุดนั้นก็มีประมาณว่าจะไม่เสร็จ
ลงง่าย ๆ
"ใครบอกท่านเล่า ว่าพระราชโอรสเป็นคน
กาลกิณี? ความจริงพระราชโอรสเป็นคนดีเป็นปกติ
ไม่ได้เป็นง่อยใบ้หนวกเช่นที่คนทั้งหลายเข้าใจกันดอก
"ท่านเป็นใคร?” เขาหยุดขุดหลุมถามขึ้น
พร้อมกับเอามือปาดเหงื่อที่หน้าผากและเมื่อแหงนหน้า
ขึ้นมองดูก็ให้แปลกใจยิ่งขึ้น จึงถามต่อไปอีกว่า
"ท่านคือใครกัน? จะเป็นเทวดาเจ้าป่าช้า หรือว่าเป็น
นายผีแปลงตัวมา หรือเป็นมนุษย์ลูกเต้าเหล่ากอของ
ใคร จึงมีรูปร่างหน้าตาคล้าย ๆ กับสมเด็จเจ้าฟ้า
ราชโอรสของข้าพเจ้า?”
สู่ทางสงบ
สมเด็จเจ้าฟ้าเตมียราชกุมาร จึงตรัสบอกความ
ให้ทราบโดยตลอด แต่เขายังไม่แน่ใจจึงขึ้นจากหลุม
ไปตรวจดูที่รถ เมื่อไม่เห็นพระราชกุมาร จึงได้แน่
ใจว่าผู้ที่ยืนสนทนากับตนเมื่อครู่นี้เป็นพระราชกุมารจริง
ก็รีบกลับมากราบลงแทบพระบาทแล้วร้องไห้ด้วยความ
ดีใจ ทูลอาสาจะนำสมเด็จเจ้าฟ้ากลับไปสู่พระบรม
มหาราชวังเพื่อครองราชสมบัติโดยเร็ว แต่พระองค์
ได้ตรัสปฏิเสธเสีย พระองค์ทรงปรารถนาจะบวชเป็น
ฤาษี สุนันทะสารถีเลื่อมใสใคร่จะบวชตามพระองค์
แต่พระราชกุมารได้ทรงสั่งให้นายสารถีนำราชรถ พร้อม
ด้วยเครื่องทรงกลับพระราชวังก่อน เพื่อกราบทูลให้
สมเด็จพระชนกชนนีทรงทราบเรื่องราวจะได้ไม่ทรงเข้า
พระทัยผิดว่าพระองค์ถูกฝังเสียแล้ว นายสุนันทะ
สารถีจึงทูลขอร้องให้พระองค์ประทับอยู่ที่ป่าผีดิบนั่น
เรียกเงินทอนประ
จนกว่าเขาจะกลับมา ซึ่งพระราชกุมารก็ทรงรับคำ
และส่งนายสารถีกลับไป
ส่วนพระองค์ได้ปริวรรต
เพศบวชเป็นดาบสอยู่ในอาศรม จนได้ฌานสมาบัติ
ณ ป่าช้าผีดิบนั่นเอง
เป็นอธิษฐาน
พุทธดำรัส
- พระโพธิสัตว์เตมียราชนี้
ปรมัตถบารมีแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมจริงในพุทธ
ดำรัสที่ว่า "...พระมหากษัตริย์ทรงคุกคามการอธิษฐาน
ที่เราอธิษฐานไว้ด้วยเหตุต่าง ๆ แต่เราก็ไม่ทำลายการ
อธิษฐานนั้น เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง เราจะ
เกลียดพระชนกชนนีก็หามิได้ เราจะเกลียดตนเองก็
หามิได้ แต่เพื่อพระสัพพัญญุตญาณอันเป็นที่รักของ
เรา เพราะฉะนั้น เราจึงอธิษฐานองค์ ๓ ประการนั้น
เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนั้นอยู่ ๑๖ ปี ผู้เสมอ
ด้วยอธิษฐานของเราไม่มี นี่เป็นอธิษฐานบารมีของ
เราด้วยประการฉะนี้”
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสำเร็จ
พระโพธิญาณ ตามที่ได้อธิษฐานปรารถนาไว้ตลอด
กาลเวลายาวนานกว่า ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป
แต่เพราะไม่แปรเปลี่ยนความตั้งใจมั่นนี้ จึงสำเร็จถึง
เป้าหมายอันสูงสุดได้
กั ล ย า ณ ม ต ร ๔๑