ข้อความต้นฉบับในหน้า
ตัณหา
อธิษฐานบารมี คือ ฉันทะ ไม่ใช่
บางคนอาจสงสัยว่า ทำไมเวลาทำความดี
แล้วต้องอธิษฐานให้ได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ มีเป็นบาป
เป็นความโลภหรือ ถ้าเราได้เข้าใจคำว่า “ฉันทะ” กับ
“ตัณหา” จะทำให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้นกว้างขึ้น
ฉันทะ คือความพอใจ ชอบใจ ยินดี อยาก
รักใคร ต่อสิ่งที่ดีงาม ความสบายความเกื้อกูล ต่อ
กุศลธรรม
.
ตัณหา คือความพอใจ ชอบใจ ยินดี อยาก
(ทะยานอยาก) รักใครต่อสิ่งที่ไม่ดีไม่งามไม่สบายไม่
เกื้อกูลต่อกุศลธรรม ซึ่งเป็นอกุศลธรรมนั่นเอง
ตัณหา เป็นความกระหาย ความทะยาน
ความอยาก ความเสน่หา ความทนความร่าน ความ
กระสับกระส่าย ความกระวนกระวาย ไม่รู้จักอิ่ม
โดยมีอวิชชาเป็นมูลจากทำให้ใจเราเร่าร้อน จิตพล่าน
ปั่นป่วนไป
ส่วนฉันทะนั้น มุ่งตัวประโยชน์ที่มีคุณค่าที่
แท้จริงของชีวิต จึงต้องการความจริงสิ่งที่ดีงาม ฉันทะ
ก่อตัวขึ้นจากโยนิโสมนสิการ คือความรู้จักคิด หรือ
คิดถูกวิธี และนำไปสู่ความอุตสาหะ วิริยะ มีวิชชา
เป็นมูลราก ทำให้ใจสบาย สงบ เป็นสมาธิ และ
เพราะธรรมฉันทะนี้แหละ ทำให้พระโพธิสัตว์ทุ่มเท
พระองค์ยอมสละชีวิต บำเพ็ญประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์
อธิษฐานโพธิญาณมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวต่อสัจธรรม เจ้าชาย
สิทธัตถะจึงสละความสุขสำราญในพระราชสมบัติทุก
สิ่งทุกประการ บากบั่น มั่นคง ด้วยความยากลำบาก
เอาชีวิตเป็นเดิมพัน บำเพ็ญโพธิมรรคาจนได้ตรัสรู้เป็น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาเอกของโลก
อธิษฐานปรมัตถบารมีพระเตมีย์ใบ้
จะขอยกตัวอย่างของการสร้างบุญด้านอธิษ
ฐานบารมีของพระพุทธเจ้าของเราดังนี้
สมัยเมื่อพระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงส์ลงมา
ปฏิสนธิในพระครรภ์ของสมเด็จพระนางเจ้าจันทาเทวี
เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าทรงครรภ์ครบทศมาส แล้วก็
ประสูติพระราชโอรสงามหมดจดยิ่งนักสมบูรณ์ไป
ด้วยบุญญลักษณ์หาผู้เปรียบปานมิได้
ถวายพระนาม
สมเด็จพระบรมกษัตริย์ผู้เป็นพระราชบิดาจึง
พระราชทานนางนมแก่พระราชโอรสเป็นจำนวน ๖๔
นาง แต่ละนางส่วนมีลักษณะสมบูรณ์ถูกต้องเป็นอย่างดี
แล้วเมื่อถึงวันทำนายพระลักษณะ ได้โปรดให้เชื้อเชิญ
พราหมณ์โหราพฤฒาจารย์มาเลี้ยงดูให้อิ่มหนำสำราญ
แล้ว ให้พยากรณ์พระลักษณะพระราชกุมาร โหรา
พฤฒาจารย์ทั้งหลายทูลพยากรณ์ว่า
"สมเด็จพระหน่อน้อยนาถราชกุมารนี้ มี
บุญญลักษณ์อันประเสริฐ ต่อไปภายหน้า ในอนาคตกาล
จะได้เป็นพระราชาธิราชเป็นใหญ่ใน ๔ ทวีป ซึ่งมี
ทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ทวีป เป็นบริวารทั้งจะไม่มีอันตราย
ใด ๆ มาพ้องพานเป็นอันขาด นี่แหละคำพยากรณ์
ลักษณะแห่งพระกุมาร พระเจ้าข้า”
เมื่อทูลถวายคำพยากรณ์ดังนี้แล้ว จึงพร้อม
ใจกันขนานนามพระราชกุมารนี้ว่า “พระเตมียราชกุมาร
ทั้งนี้ก็โดยถือเอานิมิตสำคัญ คือ ในกาลที่พระราช
กุมารประสูตินั้น มีฝนตกทั่วราชอาณาเขตให้ความ
ชุ่มชื่นแก่มนุษย์และสัตว์ ตลอดจนพืชพันธุ์ธัญญาหาร
ต่าง ๆ เหตุนั้นโหราจารย์จึงพากันถวายพระนามดัง
กล่าวแล้ว
กลัวบาป
ครั้นพระราชกุมารมีพระชนมายุได้
๑๑ เดือน
แล้ว วันหนึ่ง พี่เลี้ยงนางนมทั้งหลาย ได้อัญเชิญ
พระราชกุมารขึ้นเฝ้าสมเด็จพระราชบิดา ซึ่งประทับ
อยู่ที่ท้องพระโรงมหาวินิจฉัยแต่พอได้ทอดพระเนตรเห็น
พระโอรสสุดที่รัก ทรงอุ้มพระราชกุมารให้ประทับบน
พระเพลาแล้วก็ทรงวินิจฉัยอรรถคดีต่าง ๆ ไปพลาง
แล้ววาระหนึ่งเมื่อถึงคดีสำคัญพระองค์ท่านก็ได้ทรงมี
พระบรมราชโองการตรัสสั่งให้ลงพระราชอาญาแก่มหา
โจร ๔ คนชั้นอุกฤษฎ์ พระราชกุมารซึ่งกำลังประทับ
อยู่บนพระเพลาของพระราชบิดาและพูดจายังไม่ได้เมื่อ
ได้สดับพระบรมราชโองการดังนั้น ก็ให้พลันสะดุ้งกลัว
ภัยในอบายภูมิเป็นกำลัง จึงได้แต่คิดในขณะนั้นว่า
"โอ...พระราชบิดาของเรา จะต้องไปเสวย
ก ล ย ๆ ณ ม ต ร
me