ข้อความต้นฉบับในหน้า
ๆ
เจ้าฟ้าเตมียราชกุมาร แสนจะดีใจทั้ง ๆ ที่มีพระชน
มายุเพียง ๑๑ เดือน ได้ตั้งอธิษฐานจิตเป็น
ประการ คือ
๑. เราจักแสดงตนเป็นคนง่อยคนเปลี่ย
๒. เราจะแสดงตนเป็นคนหูหนวก
๓. เราจะแสดงตนเป็นคนใบ้
m
ตั้งแต่วินาทีที่ตั้งอธิษฐานจิตเป็นต้นมา พระ
ราชกุมารก็มั่นคงในอธิษฐานนั้น โดยไม่กรรแสง ไม่
แสดงอาการหิวนมเหมือนกุมารอื่น ๆ ทรงบรรทมอยู่
ในพระอาการเดียว ไม่ไหวถึงพระหัตถ์ พระบาทเลย
จะเสวยก็แต่เฉพาะในเวลาที่พระพี่เลี้ยงถวายเท่านั้น
ยังความโศกศัลย์ให้เกิดแก่คนทั้งหลายเป็นอันมาก
แม้จะหิว
โดยเฉพาะสมเด็จพระชนกชนนี ทั้งสองพระองค์นี้
ทรงพยายามหาวิธีแก้ไขทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่สามารถที่
จะทำให้พระราชปิโยรสเป็นปกติขึ้นมาได้ ในที่สุด
ได้ทดลองให้เสวยนมผิดเวลาอยู่เป็นเวลานาน เพื่อให้
พระราชกุมารร้องหิวนมจักได้หายอาการใบ้ แต่พระ
ราชกุมารก็นิ่งเฉยมิได้ร้องสักคำเดียว
อย่างไรก็อดทน เพราะทรงมีพระอธิษฐานอันมั่นคง จน
พระชนมายุครบ ๑ ปี แม้ถึงกระนี้สมเด็จพระชนก
และชนนีก็ไม่ทรงละความพยายาม
ยามเพื่อที่จะให้พระปิโยรส
เป็นคนปกติ นอกจากจะทรงหาหมอมารักษาเป็น
ประจําแล้ว ใครแนะนำาว่าทำอย่างไรดีเป็นต้องทรง
เอาทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงมีการทดลองพระราชกุมารกัน
อย่างขนานใหญ่เป็นประจำปีไปทีเดียว ซึ่งจะกล่าว
วิธีทดลองเพื่อให้พระราชกุมารหายเป็นปกติในกาล
ครั้งนั้นอย่างย่อ ๆ ดังต่อไปนี้
ลองใจในคำอธิษฐาน
พระชนมายุได้ ๒ ปี โปรดให้ทดลองด้วย
ขนม คือ ให้นำขนมและของเคี้ยวที่พวกเด็ก 1
โปรดปรานไปรวมกันไว้ในที่แห่งหนึ่ง แล้วนำสมเด็จ
เจ้าฟ้าไปไว้ที่ใกล้พร้อมกับกุมารอื่นหลายร้อยคน แล้ว
ออกไปแอบดูอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ซึ่งผลปรากฏว่า
กุมารที่มีอายุเท่ากันทั้งหลาย พากันยื้อแย่งขนมและ
ของเคี้ยวเหล่านั้นเป็นจ้าละหวั่น แต่พระราชกุมาร
ยอดชาย ทรงนิ่งเฉยอยู่ ไม่ทอดพระเนตรเลย เป็น
อยู่อย่างนี้ทุกครั้งเสมอไป
8
พระชนมายุได้ ปี โปรดให้ทดลองด้วย
ผลไม้ โดยนำเอาผลไม้ต่างๆ ที่พวกเด็กทั้งหลายชอบ
ไปวางไว้โดยวิธีดังกล่าวแล้ว ผลปรากฏว่า พระราช
กุมารก็ทรงเป็นเหมือนเดิม คือทรงนิ่งเฉยไม่ทรงสนใจ
ใยดีทั้งสิ้น
พระชนมายุได้ ๔ ปี โปรดให้ทดลองด้วย
ของเล่นที่เด็ก ๆ ชอบ เช่น รูปช้าง รูปม้า รูปรถ
รูปเรือ เป็นต้น แต่พระราชกุมารก็มิได้ทรงสนพระทัย
ทรงนิ่งเฉยอยู่อีก มิได้แสดงพระอาการแต่อย่างใด
อย่างหนึ่งทุกครั้งไป
พระชนมายุได้ ๕ ปี โปรดให้ทดลองด้วย
การละเล่นต่าง ๆ แต่พระราชกุมารก็มิได้แสดงอาการ
สนพระทัยแต่ประการใด ทรงนิ่งเฉยอยู่อีกทุกครั้งไป
พระชนมายุได้ 5 ปี โปรดให้ทดลองด้วยไฟ
โดยให้นำพระราชกุมารเจ้าฟ้าชายไปรวมไว้กับกุมาร
ทั้งหลายในเรือนใบตาลแล้วจุดไฟขึ้น กุมารทั้งหลาย
พากันตกใจกลัววิ่งหนีออกมา แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากลับ
บรรทมเฉยอยู่ตามที่เขาวางไว้ มิได้ทรงกลัวตาย โดย
ทรงเห็นว่าไฟนั้นยังไม่ร้อนเท่าไฟในนรกที่พระองค์
ไปตกเสวยกรรมอยู่เป็นเวลานานมาแล้วแต่ยังทรงจำได้
เป็นอย่างดี
พระชนมายุได้ ๗ ปี โปรดให้ทดลองด้วย
ช้าง โดยให้ช้างซึ่งกำลังตกมันโลดแล่นเข้ามาจะทำ
ร้ายเพื่อให้พระราชกุมารตกใจจะได้วิ่งหนีและหายง่อย
แต่สมเด็จเจ้าฟ้ากลับทรงบรรทมดุจรอคอยความตาย
ไม่มีความหวั่นไหวแต่ประการใด เพราะทรงไว้ซึ่ง
พระอธิษฐานจิตอันมั่นคงนั่นเอง
พระชนมายุได้ ๘ ปี โปรดให้ทดลองด้วยงู
โดยให้นางต่าง ๆ ล้วนแต่น่ากลัว (แต่เอาพิษออก
ก่อน) แล้วให้เลื้อยเกี่ยวพันตามพระวรกาย แต่พระ
ราชกุมารก็ทรงเฉยเสียอีกทุกครั้งไป
พระชนมายุได้ ๙ ปี โปรดให้ทดลองด้วย
การเล่นมหรสพถวายอย่างครึกครื้นและน่าสนุกสนาน
สำหรับกุมารในวัยนี้เป็นที่สุด แต่ก็ไม่ได้ผลอีกตามเคย
เพราะพระราชกุมารผู้มีอธิษฐานจิตมั่นคงมิได้ทรงหลง
สนุกไปด้วย ทรงเฉยอยู่เสียอีก
พระชนมายุได้ ๑๐ ปี โปรดให้ทดลองด้วย
วิธีหวาดเสียว คือ ทรงให้เพชฌฆาตผู้มีร่างกายกำยำ
กั ล ย า ณ ม ต ร
๑๗