ข้อความต้นฉบับในหน้า
ศึกษา มีวิชา
ความรู้ทางโลก
กันทั้งนั้น เพราะ
นอกจากเรียน
หนังสือ ภาค
บังคับแล้ว พ่อแม่
ยังยอมจ่ายเงิน
เพิ่มเพื่อเข้าดิว
ตามสถาบันต่างๆ
บางคนเรียนแบบ
ไม่มีหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อเพิ่มเติมความรู้ให้มากขึ้น
แต่จะมีพ่อแม่ ผู้ปกครองสักกี่ท่านบ้างไหม ที่คอยเป็น
ห่วงลูกๆ กลัวลูกจะไม่มีคุณธรรม คอยแนะนำส่งเสริมลูก
ให้คบคนดี พาไปกราบพระอาจารย์ที่วัด เพื่อท่านจะได้
เมตตาคอยแนะนำเส้นทางไปสู่สวรรค์และการดำเนินชีวิต
ที่ถูกต้องให้ บางครั้งเนื่องจากพ่อแม่มีงานยุ่ง ไม่มีเวลา
พอที่จะแนะนำคุณธรรมให้กับลูกๆ ไม่ยอมทำตนเป็นต้น
แบบที่ดี ไม่ได้ปฏิบัติธรรมให้ลูกได้เห็น จึงเป็นสิ่งที่น่าคิด
ว่า เราจะนับถือพุทธศาสนาเฉพาะในทะเบียนบ้าน หรือเรา
จะนับถือกันด้วยจิตเลื่อมใสกันจริงๆ และพร้อมหรือยังที่
จะลงมือปฏิบัติตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัน
อย่างแท้จริง
บวชเพื่อมรรคผลนิพพาน
ผู้เขียนขอนำตัวอย่างของพระรัฐบาลเถระผู้ที่เคย
เป็นลูกมหาเศรษฐี แล้วออกบวชอย่างมีเป้าหมายมาเล่าสู่
ผู้อ่านได้รับฟังกัน เนื้อความย่อๆ มีอยู่ว่า พระรัฐบาล
เถระท่านเคยได้รับฟังธรรมจากพระบรมศาสดาแล้ว ก็สอน
ตัวเองได้ว่า “ฆราวาสช่างคับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี
บรรพชาปลอดโปร่ง ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์
ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยส่วนเดียวประดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้
ง่ายนัก ทางที่ดีเราควรปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาว
พัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต, ท่านอยากบวช
มากแต่พ่อแม่เกรงว่าจะไม่มีลูกหลานมาสืบทอดมรดก จึง
ไม่ยอมให้บวช ท่านมุ่งมั่นมากถึงขนาดยอมอดข้าว จน
พ่อแม่เห็นใจ ต้องยอมอนุญาตให้บวช ครั้นบวชแล้ว ก็
๑๒๖ กัลยาณมิตร มนาคม พ.ศ. 10๕๑:๕
ตั้งใจปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด มุ่งกฝนใจ
ให้หยุดนิ่ง ในที่สุดท่านก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันติ
สมัยหนึ่ง ท่านได้ไปเทศน์โปรดพระเจ้าโกรัพยะ
ถึงในพระราชวัง พระราชาตรัสถามว่า “ท่านรัฐบาลผู้เจริญ
ผู้คนส่วนใหญ่ที่ออกบวชเพราะว่าแก่ชราอยากมีที่พึ่งทางใจ
เพราะความเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะเสื่อมจากโภคสมบดีจึง
อยากมาอาศัยพระศาสนา และเสื่อมจากญาติ ไม่มีใคร
ดูแลอีกต่อไป เมื่อเห็นว่าจะไม่มีที่พึ่งเสียแล้ว จึงพากัน
ออกบวช แต่ท่านไม่ได้มีความเสื่อมเหล่านั้นเลย แล้ว
ทำไมถึงออกบวชเป็นบรรพชิตเสียเล่า”
ท่านพระรัฐบาลได้ถวายพระพรว่า “มหาบพิตร
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธัมมุทเทส ๔ ข้อเอาไว้ว่า
๑.โลกอันชรานำ เข้าไปไม่ยั่งยืน
๒.โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน
๓.โลกไม่มีอะไรเป็นของตนจำต้องละสิ่งทั้งปวงไป
๔.โลกบกพร่องอยู่เป็นนิตย์ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาส
แห่งตัณหา
เมื่ออาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้ว จึงออกบวช
เป็นบรรพชิต” จากนั้นพระเถระก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า
“เมื่อพระราชายังหนุ่ม เป็นผู้มีพระพละกำลังดี สำคัญตน
ว่ามีฤทธิ์ ไม่มีใครสู้ได้ แต่ปัจจุบันอายุย่างเข้าแปดสิบแล้ว
จะสู้รบปรบมือกับใครก็ไม่ได้โลกนี้ถูกชราน่า ไปอย่างนี้แหละ
โลกไม่มีผู้ด้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน หมาย
ถึง เมื่อถึงคราวจะตาย แม้จะมีญาติแวดล้อมมากมาย ก็
ไม่มีใครจะมาช่วยแบ่งเบาทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นให้ได้เลย
มาคนเดียวและก็ไปคนเดียว โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำ
ต้องทิ้งสิ่งทั้งปวงไป คือเมื่อก่อนอาจเป็นผู้พรั่งพร้อม
สมบดีมากมาย พอตายแล้วสมบัติก็เอาติดตัวไปไม่ได้เลย
มาตัวเปล่าและก็ต้องไปตัวเปล่า และโลกนี้พร่องอยู่เป็นนิตย์
เพราะว่า มนุษย์มีความปรารถนาไม่มีที่สิ้นสุด เพราะ
กิเลสตัณหาเป็นเครื่องทำให้ใจทะยานอยาก การจะให้ได้
ทรัพย์มาง่ายๆ ด้วยความสุจริตก็เป็นเรื่องยาก ต้องผิดศีล
ทำบาปกรรม ซึ่งส่งผลเป็นวิบากอันเผ็ดร้อนในอนาคต
อาตมภาพรู้เหตุนี้ จึงออกบวช ความเป็นสมณะ เป็นข้อ
ปฏิปดีอันไม่ผิด เป็นคุณประเสริฐแท้..." ที่เล่ามาข้างต้น
กำลังจะบอกท่านผู้อ่านว่า เป้าหมายการบวชที่แท้จริงก็