ข้อความต้นฉบับในหน้า
...สําหรับการทําความดี หากรู้ว่าเป็นความ
ที่าไปเล้วไม่ร้อนเขาและร้อนเรา ถึงแม้
จะมีคนเป็นร้อยๆ คนไม่เห็นด้วยก็คัองเอา
ความดีเป็นที่ตั้ง อย่างเช่นอสทิสทาน ถ้าไม่
ดีจริง ไม่เกิดประโยชน์จริง เหตุโดสุดยอด
แห่งมหาบัณหิตของโลกคือ พระล้มมา
ล้มพุทบเจ้านิ่งเป็นตู้หนึ่งที่ทรงรับนิมนต์ไม่
ทรงห้ามแต่ถึงกับตรัสขมว่า เป็นทานที่ยาก
จะทาโครว ได้..
ส่วนชุณหะอำมาตย์กลับคิดว่า “โอ ทานของพระ
ราชายิ่งใหญ่หนอ ใครก็ตามหากไม่เป็นพระราชา ไม่
สามารถทำอย่างนี้ได้ พระราชาพระองค์นี้ต้องอุทิศส่วน
บุญแก่สรรพสัตว์อย่างแน่นอน เราขออนุโมทนาในทานนี้"
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหมู่ภิกษุฉันเสร็จแล้ว
พระราชาทรงรับบาตรเพื่อให้พระพุทธองค์ทรงอนุโมทนา
พระพุทธองค์ทรงดำริว่า “พระราชาถวายมหาทาน เหมือน
มหาเทพยังห้วงน้ำใหญ่ให้ไหลหลากไป มหาชนสามารถที่
จะทำใจให้เลื่อมใสหรือไม่หนอ" ทรงทราบวาระจิตของ
อำมาตย์ทั้งสอง ทรงทราบว่า ถ้าทำอนุโมทนาให้สมควร
แก่ทานของพระราชา ศีรษะของกาฬะอำมาตย์ต้องแตกเป็น
๗ เสี่ยง ชุณหะอำมาตย์จะบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน"
ทรงอาศัยความอนุเคราะห์กาฬะอำมาตย์ ตรัสแต่เพียง
พระคาถาสั้นๆ แด่พระราชาว่า "พวกคนตระหนี่ จะไป
เทวโลก ไม่ได้ พวกคนโง่จะไม่สรรเสริญทานเลย แต่นัก
ปราชญ์ พลอยยินดีในทาน เพราะเหตุนั้น จึงมีความสุข
ในโลกหน้า"
พระราชา ทรงโทมนัสว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ไม่ทรงทำอนุโมทนาให้สมควร ตรัสเพียงพระคาถาเดียว
เท่านั้น เสด็จลุกจากอาสนะไป สงสัยเราไม่ทำให้สมควร
แก่พระองค์ เราถูกพระองค์ทรงขุ่นเคืองเสียแล้ว จึงเสด็จ
ไปวิหารถวายบังคมและกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ทานที่ควรจ
วรจะถวาย หม่อมฉันมิได้ถวายแล้วหรือ" พระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตอบว่า “นี่อย่างไร มหาบพิตร"
พระราชาตรัสว่า “พระองค์ไม่ทรงทำอนุโมทนา ที่สมควร
แก่ทานของหม่อมฉัน" พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าถึงเวลา
สมควรที่จะยกใจพระราชาแล้วจึงตรัสว่า “มหาบพิตร
พระองค์ถวายทานอันสมควรแล้วทีเดียว ทานนั้น ชื่อว่า
อสหิสทาน บุคคลสามารถถวายแด่พระพุทธเจ้าแต่ละ
พระองค์ ครั้งเดียวเท่านั้น ธรรมดาทานนี้ เป็นของยากที่
จะทำ” “เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรง
อนุโมทนา ให้สมควรแก่ทานของหม่อมฉัน" พระราชา
ตรัสถามต่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นว่าควรให้ความ
กระจ่างแก่พระราชายิ่งขึ้นไปอีกจึงตรัสว่า “เพราะข้าราช
บริพารของพระองค์ไม่บริสุทธิ์” “โทษอะไรหนอแล ของ
บริษัท” พระราชาตรัสถาม
ลำดับนั้น พระพุทธองค์ ค์จึงตรัสบอกวาระจิต
ของอำมาตย์ทั้งสอง ตรัสบอกสาเหตุการไม่ทำอนุโมทนา
เพราะความอนุเคราะห์กาฬะอำมาตย์ พระราชาตรัสถาม
กาฬะอำมาตย์ที่ตามเสด็จมาด้วยว่า “กาฬะ ได้ยินว่า
ท่านคิดอย่างนี้จริงหรือ" เมื่อเขาทูลว่า “จริง พระเจ้าข้า"
จึงตรัสว่า “เราพร้อมบุตรภรรยา มิได้ถือเอาของของท่าน
ให้ของของตน เบียดเบียนอะไรท่าน สิ่งใดที่เราให้แก่ท่าน
สิ่งนั้นจงเป็นของท่าน แต่ท่านจงออกไปจากแว่นแคว้น
ของเรา" จึงทรงเนรเทศกาฬะอำมาตย์ออกจากแว่นแคว้น
รับสั่งกับชุณหะอำมาตย์ว่า “ท่านคิดอย่างนี้ จริงหรือ
เขาทูลว่า “จริง พระเจ้าข้า" จึงตรัสว่า “ดีละ ลุง เรา
เลื่อมใสท่าน ท่านจงรับราชสมบัติของเรา ให้ทานอย่างที่
เราให้เถิด” ทรงมอบราชสมบัติให้ ๗ วัน แล้วจึงกราบ
ทูลพระพุทธองค์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จง
ทอดพระเนตรคนพาล เขาลบหลู่ทานที่หม่อมฉันถวาย”
พระพุทธองค์ ตรัสว่า “อย่างนั้น มหาบพิตร ขึ้นชื่อว่าคน
พาลจะไม่ยินดีทานของผู้อื่น เมื่อตายก็จักไปสู่ทุคติ ส่วน
นักปราชญ์อนุโมทนาทานของคนอื่น เมื่อตายก็จักไปสู่สุคติ
จากนั้นทรงแสดงธรรมที่สมควรแก่ทานของพระราชายิ่ง
ขึ้นไปอีก"
เมื่อทรงแสดงธรรมเสร็จ ชุณหะอำมาตย์ดำรง
อยู่ในโสดาปัตติผล พระธรรมเทศนาได้เกิดประโยชน์อย่าง
กัลยาณมิตร
๑๖๔
มนาคม พ.ศ ๒๕๔๕