ข้อความต้นฉบับในหน้า
ซุงได้หรือไม่ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพระราชาจะเก่งแต่
สงครามนองเลือดอย่างเดียว หรือว่าแม้แต่สงครามแห่ง
ความดีพระองค์ก็สู้ได้
สมัยหนึ่ง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จจาริก
ไปตามชนบทแล้วทรงกลับมาพระเชตวัน ปเสนทิโกศลราชา
ทรงนิมนต์พระบรมศาสดามาเพื่อถวายทาน และทรงให้
ประกาศทั่วพระนครว่า ชาวเมืองขอจงมาทานของเรา
พอชาวเมืองมาดูทานของพระราชาแล้ว ก็ได้ทูลนิมนต์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์มาถวายทานบ้าง
พร้อมทั้งส่งตัวแทนไปกราบทูลพระราชาว่า "ข้าแต่
พระองค์ผู้สมมติเทพ ขอให้พระองค์มาทอดพระเนตรทาน
ของพวกข้าพระองค์” พอพระราชาเสด็จไปทอดพระเนตร
ก็เห็นว่า ชาวเมืองได้ถวายทานประณีตกว่าตนอีก จึงได้
นิมนต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์มาเพื่อถวาย
ทานอีก โดยจัดให้ประณีตยิ่งกว่าชาวเมือง เป็นอย่างนี้อยู่
๕ ครั้ง สลับกันไปสลับกันมา ความประณีตของทานก็
เพิ่มขึ้นตามลำดับ รวมสองฝ่าย ๑๐ ครั้ง ทั้งพระราชา
และชาวเมืองก็ไม่สามารถชนะกันได้เลย ในครั้งที่ ๖ ชาว
เมืองแทนที่จะเพิ่มความประณีตแห่งมหาทานตามลำดับ
อย่างที่เคยทำมาก่อน กลับเพิ่มความประณีตเป็นพันๆ เท่า
ถ้าเป็นมวยก็หวังจะเอาชนะคู่ต่อสู้ให้เร็วที่สุด โดยประชุม
กันว่า จะจัดแจงมหาทานชนิดที่ใครๆ ก็ไม่สามารถจะพัก
ได้ว่า ของอย่างนี้ ทำไมไม่มี พระราชาก็มาทอดพระเนตร
เห็นก็ทรงดำริว่า “ถ้าเราไม่สามารถทำให้ยิ่งกว่าชาว
พระนคร ขอตายเสียดีกว่า” ได้บรรทมดำริถึงอุบาย ด้วย
ความกระวนกระวายอย่างมากเพราะกลัวจะแพ้
พระนางมัลลิกาเทวี เช้าไปเฝ้า ทูลถามว่า
“ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุไร จึงมีสภาพเช่นนี้” พระเจ้า
ปเสนทิโกศลเลยตรัสถามว่า “เทวี เธอยังไม่ทราบหรือ
พระเทวีตอบว่า “หม่อมฉันยังไม่ทราบ พระเจ้าข้า” ท้าว
เธอตรัสบอกความจริงแก่พระนาง พระนางเลยกราบทูลว่า
"ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์อย่าทรงหนักพระทัยไปเลย
พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ถูกชาวพระนครให้พ่ายแพ้
พระองค์เคยทอดพระเนตรหรือเคยสดับแล้วที่ไหนบ้าง
หม่อมฉันจักจัดแจงทานแทนพระองค์เอง” เพราะ
พระนางใคร่จะจัดแจงอสทิสทาน แล้วกราบทูลว่า "ข้าแต่
พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงรับสั่งให้เอาไม้สาละและ
ไม้ขานางทำมณฑปสำหรับทั่งกลางลานกลม เพื่อพระ
ภิกษุทั้งหลายเถิด พระภิกษุที่เหลือให้ท่านทั้งภายนอก
ขอจงรับสั่งให้ทํา เศวตฉัตร ๕๐๐ คัน โดยให้ช้าง ๕๐๐
เชือกถือเศวตฉัตรยืนกั้นแก่พระภิกษุ ๕๐๐ รูป ขอจง
รับสั่งให้ท่า เรือทองคำ 4 ลำ หรือ ๑๐ ลำโดยจัดวางไว้
กลางมณฑป ให้พวกเจ้าหญิงทำหน้าที่อย่างนี้คือ บาง
กลุ่มให้ทั้งบดของหอมอยู่วะหว่างภิกษุ ๒ รูป บางกลุ่มให้
ถือหัดยืนหัดภิกษุ ๒ รูป บางกลุ่ม ให้เอาของหอมที่บด
แล้วใส่ในเรือทองคำ บางกลุ่มให้เอาดอกอุบลเขียวเคล้า
ของหอมในเรือทองคำ เพื่อสร้างบรรยากาศรอบๆ ให้
อบอวล ถ้าพระองค์ให้ทำอย่างนี้ พระองค์จะเป็นผู้ชนะ
เพราะเจ้าหญิงก็ดี เศวตฉัตรก็ดี และช้างก็ดี เป็นของชิ่ง
ชาวเมืองไม่มี” พระราชาพอรับฟังก็ทรงโสมนัสยินดี ตรัส
ว่า “ดีมาก พระเทวี เธอนับว่ามีอุบายที่เยี่ยมมาก” แล้ว
รับทั่งให้ทำ ตามนั้นทุกอย่าง
พระราชาทวงถวายมหาทานนี้แก่ภิกษุสงฆ์มีพระ
สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยภัตตาหารอย่างประณีต
ถวายบังคมพระพุทธองค์ กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
สิ่งใดที่เป็นของควรหรือไม่ควรในโรงทานนี้ หม่อมฉัน
ถวายสิ่งนั้นทั้งหมดแด่พระองค์
ในวันนั้นวันเดียว รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ๑๔ โกฏิ
(๑ โกฏิเท่ากับ ๑๐ ล้าน) มีของ ๔ อย่างที่ดีราคาไม่ได้
คือเศวตฉัตร บัลลังก์สำหรับทั้ง ๑ เชิงบาตร ๑ ตั่ง
สำหรับเช็ดพระบาท ๑ เป็นของที่พระราชาให้จัดถวาย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำมหาทานอย่างนี้ ผู้สามารถ
จะทำแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหมู่สงฆ์ไม่มีอีกแล้ว
เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อสทิสทานซึ่งแปลว่าทานที่ไม่มีใคร
ทำได้เช่นนี้อีก อสทิสทานนี้ จะมีแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทุกๆ พระองค์ ครั้งเดียวเท่านั้น สตรีเท่านั้นเป็นผู้จัดแจง
ยุคพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา คือพระนางมัลลิกา
กาฬะและชุณหะเป็นอำมาตย์ของพระราชา
กาฬะอำมาตย์คิดว่า “โอ ความเสื่อมอย่างใหญ่หลวง
แห่งราชตระกูลได้เกิดขึ้นแน่นอนแล้ว จำนวนทรัพย์อย่าง
มากมาย ได้หมดไปแล้วเพียงวันเดียว ภิกษุเหล่านี้ ฉัน
แล้วก็จะเอาแต่นอนหลับ ตายละ ราชตระกูลล่มสลายแน่ๆ"
^ม แปรคใ มนาคม พ.ศ. ๒๕๕
พี54