ข้อความต้นฉบับในหน้า
ละเอียดภายในของสตรีผู้นั้นไปว่ารู้จัก “พระพรหมโมลี”
วัดยานนาวาหรือไม่ เธอตอบมาทันทีว่าใครๆ ก็ต้องรู้จัก
ใครๆ ต่างก็เคารพเทิดทูนพระมหาเถระรูปนี้ในฐานะของ
ปราชญ์สงฆ์ผู้มีความองอาจกล้าหาญ เป็นผู้มั่นคงใน
พระธรรมวินัยยิ่งชีวิตจึงเป็นพระแท้ในดวงใจของชาวพุทธ
ตลอดมา
สำหรับพระพรหมโมลีนี้ผมไม่มีอะไรติดใจสงสัย
เลยว่า เหตุใดเกียรติคุณของท่านจึงยังเป็นที่กล่าวขานกัน
มาเนิ่นนานถึงพันปี เพราะรู้ดีว่าท่านคือพระดีที่โลกต้องการ
หวังว่าพวกเรายังคงพอจำค่า ที่หลวงพ่อทัตตซึโวเคยสอน
๓
ไว้ได้ใช่ไหมครับว่ามาตรฐานของคนดีที่โลกต้องการมี
อะไรบ้าง ท่านบอกว่าอย่างน้อยๆ ต้องมีคุณสมบัติ
ประการคือ ไม่แสบ ไม่โง่ไม่แล้งน้ำใจ ซึ่งหมายถึง มี
ความบริสุทธิ์ มีปัญญาและมีความกรุณานั้นเอง ซึ่ง
คุณสมบัติดังกล่าวนี้พระพรหมโมลีท่านมีอยู่ครบถ้วนทุก
ประการ
หากเราลองเอาเกณฑ์มาตรฐานของคนดีที่โลก
ต้องการนี้มาชี้วัดและจำแนกบทบาทหรือพฤติกรรมของ
ผู้คนกันแล้วละก้อ ก็พอจะจำแนกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ
คือ
- พวกรู้แล้วชี้
- พวกรู้แล้วไม่ชี้
- พวกไม่รู้ไม่ชี้
พวกไม่รู้แล้ว
พวกรู้แล้วชี้ คือพวกที่ถึงพร้อมด้วยความบริสุทธิ์
มีปัญญาและความกรุณาซึ่งจัดว่าเป็นคนดีที่โลกต้องการ
เป็นแบบฉบับของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “กัลยาณมิตร” เช่น
พระเดชพระคุณพระพรหมโมลี เป็นต้น
พวกรู้แล้วไม่ชี้ พวกนี้มีทั้งความบริสุทธิ์และ
ปัญญาพร้อม เพียงแต่หย่อนเรื่องความกรุณาไปหน่อย
ไม่ชอบยุ่งหรือสุงสิงกับใคร ใครจะดีจะเลวจะเดือดร้อน
ยังไงก็ช่าง ฉันไม่เกี่ยวขอเพียงทำตัวเองให้ดีอย่างเดียวก็
©๔๔ กันยาณมิตร มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖-๕
พอแล้ว
พวกไม่รู้ไม่ชี้ คือพวกอับจนไปเสียทุกอย่าง คือ
ขาดทั้งปัญญาและความกรุณา ส่วนความบริสุทธิ์ถ้าจะพอ
มีอยู่บ้างก็ตรงที่ซื่อจนมื้อนั้นแหละ เรียกว่าครบเครื่องทั้ง
แสบทั้งโง่และแล้งน้ำใจ พวกนี้พอทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา
ก็มักจะชอบอ้างว่า “หนู ไม่รู้” อยู่ท่าเดียว
พวกไม่รู้แล้วชี้ พวกนี้สีน่ากลัวที่สุดอันตรายที่สุด
เพราะโง่แล้วขยัน จนมักก่อให้เกิดปัญหาสร้างความ
เดือดร้อนเสียหายทั้งแก่ตัวเองและสังคมเป็นอย่างมาก
พูดถึงพวกนี้แล้วผมระอาใจจริงๆ ทั้งๆ ที่ตัวเอง
มีความรู้แค่หางอึ่งแต่ทำตัวอวดรู้ไปสารพัดเรื่อง ชอบไป
วิพากษ์วิจารณ์คนโน้นคนนี้ บางทียังไม่ทันไรก็เที่ยวไป
ด่วนสรุปตัดสินว่าคนโน้นทำผิดคนนี้เลว เรื่องอื่นก็พอว่า
แต่เรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์องค์เจ้านี่สิถ้าไม่รู้จริงแล้วเที่ยว
ไปชี้ถูกชี้ผิดไปจาบจ้วงล่วงเกินท่านนั้นมันอันตรายยิ่งนัก
เหมือนคนคะนองเที่ยวจับงู เขียวจับช้าง งากระนั้น
อย่างเรื่องการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์นี่ก็
เหมือนกัน ทั้งๆ ที่ไม่รู้จริงแต่ก็เห็นวิพากษ์วิจารณ์กันจัง
บางคนว่าเสียๆ หายๆ ยิ่งพูดก็ยิ่งเผลอขยายขี้เท่อออกมา
ให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ของตนคับแคบเพียงใด นี่ถ้าได้มารู้มา
เห็นว่ามหาธรรมกายเจดีย์นี้มีคุณูปการต่อโลกและมวล
มนุษยชาติเพียงใด คงพูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
คนรู้น้อยแต่ชอบพูดมากก็พาให้ยุ่งยากอย่างนี้แหละ เห็น
คนโง่เขลาที่ชอบเอาตัวเองไปข่มหรือไปเปรียบกับท่านผู้รู้
คราวใด ผมก็อดสะท้อนใจมิได้ว่า โอ...หนอ อันวิสัยของ
พญาอินทรี ยากยิ่งที่นกกระจอกจะหยั่งถึง
ในกลุ่มคนต่างๆที่นั่งคุกเข่าเอาศีรษะโขกพื้นอยู่นั้น
แต่ละกลุ่มจะปักป้ายบอกชื่อสกุลของพวกเขาเอาไว้ด้วย
ชื่อสกุลเหล่านี้ส่วนใหญ่ผมพอจะรู้จักและจดจําได้ว่าใคร
เคยทำอะไรไว้ ส่วนชื่อสกุลที่ผมไม่ค่อยคุ้นหรือไม่เคยรู้จัก
คงเป้นพวกที่แอบกระทําการอยู่เบื้องหลัง ชื่อสกุลเหล่านี้
ส่วนมากมักเป็นพวกที่อยู่ในวงการสื่อมวลชนเสียเป็น