ข้อความต้นฉบับในหน้า
ประเทศอินเดีย เช่น อรรถกถาอันมีอยู่ตั้งแต่
สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ หรือ
อรรถกถาที่พระมหามหินทเถระ นำไปประดิษ
ฐานที่ลังกาประเทศ หลังจากสังคายนาครั้งที่ ๓
หรืออรรถกถาที่พระพุทธโฆษาจารย์พระพุทธ
ทัตตะ, พระธรรมปาละ, พระอุปเสนะ, พระ
มหานามะ ได้พรรณนาไว้ เป็นต้น
จาก คัมภีร์สัททาวิเสส ตามแบบ
โบราณ จนมาจัดหลักสูตรเป็นชั้นประโยคใน
ปัจจุบัน ตามวิวัฒนาการที่มีมา จนเป็นการ
ศึกษาแบบไวยากรณ์น้อยเดี๋ยวนี้ คัมภีร์แบบ
โบราณต่าง ๆ ก็ถูกละเลยทอดทิ้งไปประมาณ
๑๐๐ กว่าปี พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระศรี
สุทธิพงศ์ กล่าวถึงสถาบันบาที่ศึกษาพุทธโฆส
ว่า
“พวกเราเองถูกเขียนเสือให้วัวกลัวมา
นานนักหนาแล้วว่า การศึกษาภาษาบาลีแบบ
คัมภีร์ใหญ่นี้มันยากเหลือเกิน เขาบอกว่า ถ้าคน
ที่ไม่มีความเพียร ไม่มีความรู้ ไม่มีปัญญาดีจริง ๆ
แล้ว จะไปไม่รอด เรียนได้ไม่ตลอด เพราะมัน
หนักไปด้วยการท่องจำ อันนี้อาตมาเองก็วิตก
เหมือนกัน เพราะไม่เคยผ่านการเรียนแบบนี้มา
แต่อาตมาได้วิเคราะห์ถึงการศึกษาภาษา
บาลีที่เรากำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบันนี้ถึงจะดี
แต่ว่ามันยังอยู่ในวงแคบ ก็มีความสงสัยมานาน
นักหนาแล้วว่า พระมหาเถระทั้งหลายในอดีต
ที่ผ่านมาในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี่แหละ
ทำไมท่านจึงมีความรู้แตกฉาน ตามประวัติ
กล่าวว่า ท่านสอบบาลีคราวเดียว สามารถ
เป็นเปรียญ ๙ ประโยคได้เลย สงสัยอยู่ว่า ท่าน
ได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างไร ทั้ง ๆ ที่พวกพระภิกษุ
สามเณรในปัจจุบันก็ศึกษาภาษาบาลีเหมือนกัน
แต่กว่าจะได้แต่ละประโยค แต่ละปีนั้น ออกจะ
เหลือเข็ญจริง ๆ
เมื่ออาตมาได้มาสอนประโยค ๗ ที่สำนัก
เรียนคณะสงฆ์ส่วนกลาง วัดสามพระยา มี
ลูกศิษย์หลายคนที่มาจากสำนักเรียนวัดท่ามะโอ
อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง รู้สึกมีความรู้แตกฉาน
ในหลักภาษาบาลีเป็นอย่างดี อาตมาก็สอบถาม
ดูและไปดูด้วยตนเอง
ปรากฏว่า หลักสูตรที่ใช้เรียนที่สำนัก
เรียนวัดท่ามะโอ ที่เป็นพื้น ๆ มีอยู่ ๔ คัมภีร์
กัลยาณมิตร/ตุลาคม ๒๕๓๐
ด้วยกันคือ คัมภีร์กัจจายนสูตร ปทรูปสิทธิ
นี่เป็นคัมภีร์หนึ่ง คัมภีร์ที่ ๒ คือ อภิธานัปปที
ปิกา คัมภีร์ที่ ๓ คือ สุโพธาลังการ คัมภีร์ที่
๔ คือ วุตโตทัย ทั้ง ๔ คัมภีร์นี้เรียกกันว่า
คัมภีร์สัททาวิเสส เป็นหลักภาษาบาลี ซึ่ง
พระโบราณาจารย์ของเรา ได้ศึกษาทั้ง ๔ คัมภีร์
นี้จนแตกฉานดีแล้วจึงจะไปศึกษาคัมภีร์พระ
ไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา ท่านทั้งหลายเหล่านั้น
จึงมีความรู้แตกฉานในภาษาบาลี จึงทำให้
อาตมาถึงบางอ้อ...ว่า....ท่านศึกษาอย่างนี้ ท่าน
จึงได้ประโยค ๙ โดยการสอบเพียงแค่วันเดียว
ปัญหาจึงหมดไปจากใจของอาตมา
อาตมาเองก็คิดพยายามที่จะหาทาง
ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะตั้งสำนักเรียนอย่าง
นั้นขึ้นมาบ้าง เพื่อให้กุลบุตร คือ พระเณร
ของเรามีความรู้ ความแตกฉานอย่างนั้น
ก้าวจากแม่น้ำลงสู่ทะเลใหญ่ มันเวิ้งว้างเหลือเกิน
แต่ถ้าหากว่า การศึกษาคัมภีร์ใหญ่ ซึ่ง
รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากพระไตรปิฏก อรรถกถา
ฎีกาเอาไว้ ...เมื่อศึกษาแล้ว มันก็เท่ากับว่า
เป็นการเตรียมพร้อม
การศึกษาที่อาตมาได้เปิดสอนมาจน
กระทั่งเดี๋ยวนี้ กล่าวได้ว่า ภูมิใจ แล้วก็ปลื้มใจ
มาก เพราะเห็นนักเรียนตั้งใจศึกษาเล่าเรียนกัน
อย่างจริง ๆ จัง ๆ ได้สนทนากับพระภิกษุสามเณร
ที่เป็นนักศึกษาก็บอกว่า ขอเรียนจนกว่าจะจบ
หลักสูตรของสถาบันฯ (๓ ปีแรก) แม้แต่จะไป
ขอร้องให้เขามาเรียนแบบไวยากรณ์น้อย ที่
เรียน ๆ กันทั่ว ๆ ไปนี้ เขาบอกไม่มีทาง เพราะ
เพลินแล้วครับ...ตอนนี้ อาตมาเวลาไปฟังเขาเรียน
ฟังแล้วเพลิน บางทียังจำมาท่องเหมือนกัน”
เป็นการฟื้นฟูการเรียนการสอนที่ได้ละทิ้ง โฉมใหม่ของวงการ
ไปอย่างที่กล่าวไว้ว่า เกือบชั่วอายุคน รอ
เวลาอยู่ ๗-๘ ปี จึงมาสำเร็จในปีการศึกษา
๒๕๓๐ นี้ เปิดเรียนเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม
๒๕๓๐"
การจัดตั้งสถาบันบาที่ศึกษาพุทธโฆส
สำเร็จขึ้นด้วยความตั้งใจจริงของท่านเจ้าคุณ
โดยแท้ ท่านมีจุดประสงค์ว่า จะเรียนภาษาบาลี
ให้มีความรู้ ความแตกฉาน เพื่อเป็นพื้นฐานใน
การที่จะไปศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา
ฎีกา และเพื่อสร้างบุคลากรที่มีคุณค่าทาง
พระพุทธศาสนา ไว้เผยแพร่พระพุทธศาสนาให้
ยาวนาน สร้างศาสนทายาทที่จะทรงพระศาสนา
ไว้ป้องกันสัทธรรมปฏิรูปในรูปของภาษาบาลี
เพราะสังคมพัฒนาไปมาก การรักษาของเดิม
โดยเฉพาะภาษาบาลีนั้น มีความสำคัญเป็น
อย่างยิ่ง ส่วนวิธีการและเทคโนโลยีนั้นจะเป็น
เพียงอุปกรณ์ในการเผยแพร่พระสัทธรรม
ไม่ควรนำมาเปลี่ยนแปลงคำสอนในทางพระ
พุทธศาสนา
“ถ้าเราศึกษาภาษาบาลีเพียงแค่ว่า
ภาษาบาลีเป็นเพียงภาษา ภาษาหนึ่งกับการ
ศึกษาภาษาบาลี เพื่อที่จะไปศึกษาพระไตรปิฎก
นั้น ความรู้สึกและคุณค่ามันก็ต่างกันแล้ว ดังนั้น
เมื่อเป็นอย่างนี้ สำหรับไวยากรณ์น้อยมันแคบไป
...แคบไปมาก ถ้าหากจะเปรียบก็เหมือนกับการ
ปทานุกรมพระไตรปิฎก
BUD
Janyn
นาวี ไทgro
I
“สำหรับปทานุกรม เท่าที่อาตมาได้
ศึกษารายละเอียดเห็นว่า ท่านผู้รจนาฝ่ายพม่า
ทำได้ดี เพราะฉะนั้น ปทานุกรมพระไตรปิฎก
ฉบับบาลี-ไทย นี้ มีความสำคัญที่ว่า สามารถ
ดูหนังสือได้ไม่น้อยกว่า ๔ ขั้น คือ ขั้นคัมภีร์
สัททาวิเสส ขั้นฎีกา ขั้นอรรถกถา และขั้นบาลี
พุทธพจน์ อาตมาเล็งเห็นว่า ประโยชน์ที่จะพึงมี
พึงได้ เมื่อปริวรรตและแปลแล้ว จะศึกษาภาษา
บาลีจากพระไตรปิฎกง่ายขึ้น เมื่อไม่รู้ศัพท์
คำไหน ก็สามารถเปิดดูได้ แล้วจะรู้ตลอดไปเป็น
ชั้น ๆ ปรุโปร่งได้หมดเลย”
๒๗
Kalyanamitra.org