ข้อความต้นฉบับในหน้า
ปรารมภ์
ในฐานะพระธุดงค์ผู้สละแล้วซึ่งโลกีย์ อาตมา
สะพายบาตรและแบกกลดท่องเที่ยวไปจนจบด้วย
ด้าวแดนไทยท่องเที่ยวไปอย่างอิสระเสรี ดุจนกน้อยที่บิน
ไปในท้องนภากาศ ดุจมัจฉาชาติที่แหวกว่ายไปใน
สมุทรสาคร บ้านน้อยเมืองใหญ่นับจำนวนไม่ถ้วน
อาตมาผ่านมาแล้ว แต่สำหรับอาตมาไม่มีสถานใด
น่ารื่นรมย์เท่าขุนเขาลำเนาไพรอันห่างไกลจากมนุษย์และ
แสงสีแห่งอารยธรรม ร่มเงาอันเยือกเย็นแห่งชะโงกหิน
และรุกขชาติในป่า ดูน่าอยู่อาศัยไม่แพ้คฤหาสน์อันโอ่โถง
เสียงน้ำไหลเซาะซอกหินและเสียงกรีดร้องของจักจั่นเรไร
ฟังไพเราะ ไม่แพ้เสียงเพลงคลอด้วยดนตรีของชาวเมือง
แสงเดือนดาวในท้องฟ้าดูเย็นตาน่าชม ไม่แพ้แสงไฟ
หลากสีในนครหลวง มวลสัตว์จตุบาท ทวิบาทในโพร
ถ้าเราคบกับมันด้วยเมตตาธรรมอันบริสุทธิ์ ดูน่าคบไม่
แพ้มนุษย์ผู้เจริญด้วยวัฒนธรรมและอารยธรรม
อาตมาท่องเที่ยวไปด้วยจิตใจอันร่าเริง ดุจนกน้อย
ที่เพิ่งหลุดจากกรงขัง ด้วยตัวอันเบาดุจปุยฝ้ายที่ลอยไป
ในอากาศ เพราะภาระอันหนักต่าง ๆ อาตมาได้ปลง
ลงแล้ว ทรัพย์สมบัติที่อาตมายังต้องดูแลมีเพียงอัฏฐ
บริการของภิกษุ บุคคลที่ยังต้องเลี้ยงดูก็คือขันธ์ห้าของ
ตนเอง งานที่ยังต้องทำก็คือดับเพลิงกิเลส โลกทั้งโลกคือ
บ้านของอาตมา แผ่นดินเป็นพื้น ป่าเขาเป็นฝาผนัง
ท้องฟ้าเป็นหลังคา มวลดาราเป็นดวงไฟ อาตมาท่อง
เที่ยวไปโดยไม่คิดถึงข้างหลังไม่คำนึงถึงข้างหน้า ค่ำที่
หมู่บ้านไหนก็ปักกลดพักผ่อนที่บ้านนั้น รุ่งเช้าเข้าไป
บิณฑบาตในหมู่บ้าน ได้ภัตตาหารพอยังอัตภาพให้
เป็นไปแล้ว ก็กลับออกมาฉัน ถ้ามีญาติโยมตามไปทำบุญ
ก็เทศนาสั่งสอนเขาให้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ ถ้าเป็น
หมู่บ้านไม่มีวัดและชาวบ้านนิมนต์ให้อยู่โปรดเขานาน ๆ
ก็อยู่อนุเคราะห์เขา แต่ไม่เคยอยู่ที่ใดเกินเจ็ดวัน ครบ
กําหนดแล้ว ก็สะพายบาตรแบกกลดเดินทางต่อไป
จนกว่าจะถึงฤดูฝน ฝนเริ่มตกหนัก หนทางไปมาลำบาก
พื้นแผ่นดินเกลื่อนกล่นไปด้วยมด ใช้ป่าเริ่มกระจายจึงอยู่
จำพรรษา ณ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งเหมาะแก่ภิกขาจารและ
การบำเพ็ญเพียร
กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๖๐
ตลอดระยะทางและกาลเวลาอันยาวนาน ที่ได้
ท่องเที่ยวธุดงค์มา อาตมาได้ประสบกับบุคคล สถานที่
และเหตุการณ์มากมายเหลือคณนา ทั้งส่วนที่เป็น
อิฏฐารมณ์น่าใคร่น่าพอใจ และอนิฏฐารมณ์ไม่น่าใคร่
ไม่น่าพอใจ ถ้าจะนำมาบรรยายให้หมดสิ้น จะไม่ได้
เป็นเล่มหนังสือ แต่จะได้เป็นตู้หนังสือทีเดียว เนื่องจาก
ความจําก็เป็นอนิจจัง ประกอบกับไม่ได้เอาใจใส่จดจํา
เรื่องราว ส่วนมากก็เลือนหายไป ยังคงอยู่ในความ
ทรงจำเพียงบางเรื่องที่สำคัญ ถ้าสำนวนโวหารขัดหูด้วย
ผิดจากภาษานิยม ก็ขออภัย เพราะอาตมาไม่ใช่นักเขียน
ขอคุณโยมโปรดเงี่ยโสตคอยสดับต่อไปเถิด
๑. เลข ๔ ตัว
สมัยหนึ่ง อาตมาเดินธุดงค์รอนแรมไปถึงจังหวัด
เชียงใหม่ และได้ไปหยุดพักบำเพ็ญเพียรอยู่ที่อาราม
แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ บริเวณอารามร่มครึ้ม
ด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด มีระยะห่างจากหมู่บ้านพอ
ประมาณ บรรยากาศเงียบสงัด เหมาะแก่การทําความ
เพียร มีพระภิกษุอยู่แต่น้อย ทุกองค์มีศีลาจารวัตรน่า
เลื่อมใส และดำเนินตามมรรคาสู่ความบริสุทธิ์ หลุดพ้น
เช่นเดียวกับอาตมา เป็นอารามที่น่ารื่นรมย์ที่สุดแห่งหนึ่ง
เท่าที่อาตมาเคยผ่านมา ท่ามกลางอารามมีอ่างเก็บน้ำ
ขนาดใหญ่ มีน้ำใสเย็นขังตลอดปี แวดล้อมด้วยต้นไม้
ใบหนา ดูงดงามคล้ายสระอโนดาดกลางป่าหิมพานต์
ทุก ๆ เวลาบ่าย อาตมาชอบไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ต้นไม้
ริมฝั่งสระมองดูระลอกน้ำที่วิ่งเข้ากระทบฝั่งหายไป
พลางเปรียบเทียบกับชีวิตของตน ตามวิธีที่พระอาจารย์
สั่งสอนมา ชีวิตของเราเปรียบเหมือนคลื่น กาลเวลา
เปรียบเหมือนลมที่ไล่ต้อนคลื่นเข้ากระทบฝั่งคือ
ความตาย
ในวันเสาร์และอาทิตย์ หนุ่มสาวชาวเมืองชอบไป
เที่ยวที่อารามนี้ บางหมู่ก็กล้าพอที่จะเข้ามาสนทนา
กับอาตมาเมื่อเห็นอาตมานั่งอยู่บนแคร่ริมสระน้ำ แต่ที่มุ่ง
สนทนาความรู้ความเข้าใจในพระธรรมจริง ๆ นั้นมีน้อย
ส่วนมากมุ่งมาขอเลขท้ายและเครื่องรางของขลัง วันหนึ่ง
มีชายคนหนึ่งเข้ามาหาอาตมา เมื่อนั่งลงกราบเรียบร้อย
แล้ว ก็เอ่ยปากขอเลขท้าย
Kalyanamitra.org