ข้อความต้นฉบับในหน้า
ทุกวัน ๆ ตั้งแต่เป็นพระลูกวัดมาด้วยกัน
พอมาเป็นเจ้าอาวาสมาปกครองเราเท่า
นั้น กลับทำบึ้งตึงกับเรา
ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น พระ
คุณเจ้าครับ เรื่องเหล่านี้ได้เกิดขึ้นกับตัว
ของผมเอง เมื่อก่อนบวชก็ไม่ใช่ผู้มี
อารมณ์ฉุนเฉียวอะไร พอบวชเข้าไปแล้ว
ช่วงหนึ่งกลายเป็นคนฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์
ไป เอ๊ะ! บวชแล้ว น่าจะดีขึ้นนะ แต่ท่า
ไมจึงเป็นอย่างนี้ไปได้ ก็มาสังเกตพบใน
ภายหลัง ขอฝากไว้กับทุกรูปนะครับ
นี่เป็นเรื่องสำคัญ จะเสียผู้เสียคนก็ตรง
นี้ คือตอนที่เรายังไม่ได้รับภาระของผู้อื่น
เราแค่ปกครองตัวเราเอง ก็มีภาระแค่ตัว
เราเอง
หน้าที่การงานก็เล็กนิดเดียว
พอต้องมาเป็นรองเจ้าอาวาส ต้องมารับ
ภาระคอยดูแลคนโน้นคนนี้ พระภิกษุรูป
โน้นรูปนี้ ไหนจะต้องรับภาระในเรื่องการ
งานของวัด ยังจะต้องมาดูแลเด็กวัดเช้า
มาอีก ญาติโยมก็เข้ามากันมากมาย แต่
ละท่านที่มาถึงวัดก็น่าปัญหามาฝากเรา
ทั้งนั้น ตกลงเป็นอันว่าเรากลายเป็นกระ
โถนท้องพระโรง คือเที่ยวรับรู้เรื่องชาว
บ้านเข้ามาไว้หมด
เมื่อเป็นอย่างนี้ พูดง่าย ๆ เรา
เลยถูกกระทบมาทุกทิศทุกทาง นี้ขนาด
ฝึกสมาธิล่วงหน้ามาตั้งหลายปี ยังฉุน
เฉียวเจ้าอารมณ์ไปช่วงหนึ่ง แต่ว่ารู้ตัว
เร็วก็รีบแก้ไขด้วยการนั่งสมาธิมากเข้า ๆ
ก็พอคลายกันไป พอทำท่าว่าจะไม่ดี
ชักจะฉุนกึกเข้ามาแล้วรีบหาทางแก้ไข
บางทีก็หลบหน้าโยม บอกขอตัวแล้วขอ
ทำภาวนาสักพักหนึ่ง หรือรู้ตัวว่าวันนี้
จะต้องเจอมรสุม เจอเรื่องหนัก ๆ แน่ รู้
ตัวอย่างนี้ รีบนั่งสมาธิล่วงหน้าไว้สัก ๒-
วัน พอวันเวลานั้นมาถึงก็พออดกลั้น
10-31
ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นอารมณ์เสียหมดครับ
เพราะฉะนั้นใครที่เป็นเจ้าอาวาส
เป็นผู้ปกครองอยู่ แล้วรู้ตัวว่าเดี๋ยวนี้ตัว
เองฉุนเฉียวง่าย ไม่ใช่บ้ายศบ้าอย่าง แต่
ว่ามันฉุนเฉียวขึ้นมาง่าย ๆ ก็รู้เถอะว่า
เราเป็นกระโถนท้องพระโรงเสียแล้ว เรา
รับอารมณ์จากชาวบ้านมามากแล้ว ต้อง
รับทําภาวนาให้มากได้แล้วก่อนจะเสีย
พระเสียคน
หรือสำหรับท่านที่รู้ตัวว่าจะต้อง
รับภาระเป็นเจ้าอาวาสต่อไปข้างหน้า
ให้รีบนั่งสมาธิมาก ๆ ครับ ถ้าท่านนั่ง
น้อยอีกหน่อยท่านก็กลายเป็นเจ้าอาวาส
เจ้าอารมณ์ แล้วก็จะทำให้พรรคพวก
เพื่อนฝูงหรือญาติโยมเขาด่ากันพ่อกั้นแม่
ไม่มีเหลือ เพราะฉะนั้นรับระวังรักษาเนื้อ
รักษาตัวให้ดีนะ
คุณธรรมข้อนี้พระสัมมาสัมพุทธ
เจ้าทรงเรียกว่า “อักโกธะ" คือความไม่
โกรธ จริง ๆ นะ พวกเราทุกคนยังไม่
หมดกิเลส ก็มีเชื้อโกรธด้วยกันทุกคนแหละ
แต่ก็ต้องฝึก ฝึกแล้วเชื้อโกรธจะค่อย ๆ
คลายตัวเอง
และนี่ก็เป็นโชคดีของผมที่ได้อา
จารย์ดี เมื่อเราจะเริ่มสร้างวัดพระธรรม
กาย เมื่อสิบเจ็ดปีที่แล้ว ขณะนั้นมีแต่ท่าน
เจ้าอาวาสบวชเพียงรูปเดียว รูปอื่นในวัด
นี้ยังไม่ได้บวชเลย ผมเองก็ยังไม่ได้บวช
พอเราเริ่มตัดสินใจจะสร้างวัดกัน ท่าน
อาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่าน
ก็เรียกประชุมทีมงานที่จะช่วยกันสร้างวัด
แล้วท่านว่าอย่างนี้ “เราจะสร้างวัด
แล้ววัดเราเป็นวัดใหญ่เนื้อที่ตั้งร้อย
เก้าสิบหกไร่ เวลาสร้างยังไงเราก็
พยายามจะสร้างให้ดีที่สุดแน่ ๆ เพราะ
ฉะนั้นสิ่งที่แน่นอนตามมาก็คือ เรา
ต้องทะเลาะกันแน่ ๆ” ท่านว่านะครับ
ท่านมองเห็นการณ์ไกลว่า ถ้าว่าจะเอา
งานให้ดีน่ะเราทะเลาะกันแน่ “เพราะ
ฉะนั้นยายขอนะ ถามตัวเองเสียเดี๋ยวนี้
ถ้าใครคิดว่าต่อไปข้างหน้าเถียงกัน
แล้ว ทะเลาะกันแล้วอดจะโกรธเสีย
ไม่ได้ล่ะก็ ถอยออกไป ถ้าใครคิดว่า
ทะเลาะกันแล้ว เถียงกันแล้วไม่โกรธ
ล่ะก็ ขยับขึ้นมาข้างหน้านี่” ก็ไม่มีใคร
ถอยหลังกลับ แล้วก็ไม่มีใครขยับขึ้นข้าง
หน้า เนื่องจากว่าพวกที่นั่งข้างหน้านั้นก็
เป็นผู้ที่มั่นใจตัวเองอยู่แล้วว่า เมื่อเวลา
ประชุมถกเถียงกันจะเอางานเอาการให้ดี
ขึ้น อย่างไรเสียฉันก็ไม่โกรธแน่
ส่วนพวกที่เขาไม่ค่อยจะมั่นใจ
เขาก็นั่งอยู่ข้างหลังอยู่แล้ว ก็เลยไม่ต้องมี
การขยับตัวกัน แต่วาจาค่าเดือน ค่า
ปฏิญาณโดยกลาย ๆ ครั้งนั้นน่ะ ทำให้
เวลาทํางาน หากเราทะเลาะกันแล้วเรา
จะไม่โกรธกัน นี่เป็นผลดีอย่างยิ่งในการ
สร้างวัดต่อ ๆ มา ดีอย่างไร คือจริง ๆ
แล้วถามว่า “พอเถียงกันเข้าโกรธไหม”
โกรธครับ เดี๋ยวนี้กิเลสประเภทโกรธก็
ยังไม่หมด เพราะยังไม่หมดกิเลส แต่ว่า
ไม่ผูกโกรธครับ เถียงกันหน้าดำหน้าแดง
เหมือนอย่างกับจะฆ่าจะแกงกัน แต่ว่าไม่
ผูกโกรธกัน พอลุกขึ้นจากที่ก็จบลงตรง
นั้นเอง
มีบางครั้ง รู้เลยว่าจะต้องทะเลาะ
กัน ต้องขัดแย้งกันอย่างแรงเลย เพราะ
ว่าความเห็นไม่ตรงกัน คุณยายอาจารย์
ท่านเห็นท่านรู้ท่าก่อน ฉะนั้นก่อนจะ
ประชุมเรื่องเหล่านี้ ท่านให้นั่งสมาธิติดต่อ
กัน บางทีก็ ๒-๓ วัน ติดต่อกันเสียก่อน
พอใจผ่องใสดีแล้วค่อยประชุม ก็รอดตัว
ไป ความขัดแย้งจึงไม่รุนแรงเพราะตอน
กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๓๐
Kalyanamitra.org