ข้อความต้นฉบับในหน้า
พระคุณเจ้าองคุลิมาล มีอานุภาพถึง
ปานนี้
พระราชาทรงอังคาสภิกษุสงฆ์
ซึ่งมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุขด้วย
อาหารอันประณีต และด้วยพระหฤทัย
อันอิ่มเอิบ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว
ทูลว่า
“สิ่งทั้งปวงในโรงทานนี้ ทั้งที่เป็น
กับปิยภัณฑ์และอกัปปิยภัณฑ์ (สิ่งที่ควร
แก่สมณะ และไม่ควรแก่สมณะ) หม่อม
ฉันขอถวายพระองค์ทั้งสิ้น”
มอ
ในทานนี้ พระราชาทรงสละทรัพย์
โกฏิ หมดในวันเดียว ของ ๔ อย่าง
คือ เศวตฉัตร 9 บัลลังก์สาหรับนั่ง 9
เชิงบาตร ๑ ดั่งสำหรับเช็ดเท้า ๑ ที่
พระราชาถวายพระศาสดานั้น เป็นของ
หาค่ามิได้ (คือค่าสูงจนไม่อาจคำนวณได้
ทานดังกล่าวมานี้ไม่มีใครสามารถ
ท่าได้อีก (ในสมัยแห่งพระพุทธเจ้าองค์
เดียว) เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกทาน
อย่างนี้ว่า “อสทิสทาน ทานที่ไม่มีใคร
ทําได้เหมือน
ท่านกล่าวว่า อสทิสทานนี้มีแก่
พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่พระองค์ละ
ครั้งเท่านั้น สตรีย่อมเป็นผู้จัดแจงทานนี้
เพื่อพระศาสดาและภิกษุสงฆ์
เมื่อพระราชาทรงบำเพ็ญอสทิส
ทานอยู่อย่างนี้ มหาอำมาตย์คนหนึ่งชื่อ
กาฬะ รู้สึกเสียดายพระราชทรัพย์
เหลือประมาณ เขาคิดว่า นี่เป็นไปเพื่อ
ความเสื่อมแห่งราชตระกูลทรัพย์ถึง
๑๔ โกฏิหมดในวันเดียว ภิกษุทั้ง
หลายบริโภคอาหารที่พระราชาถวาย
ด้วยศรัทธาแล้วก็นอนหลับ มิได้ทำ
อะไรให้เกิดประโยชน์ ราชตระกูล
ฉิบหายเสียแล้ว"
ส่วนอำมาตย์อีกคนหนึ่งชื่อชุณหะ
กัลยาณมิตร ตุลาคม ๒๕๓๐
คิดว่า อา! ทานของพระราชายิ่งใหญ่
น่าเลื่อมใสจริง ทานอย่างนี้ผู้ที่ไม่เป็น
ราชาไม่อาจทำได้ พระราชาย่อม
ต้องทรงแบ่งส่วนบุญให้แก่สัตว์ทั้ง
หลาย เราขออนุโมทนาบุญนั้น”
เมื่อพระศาสดาเสวยเสร็จ พระราชา
ทรงรับบาตรเพื่อให้พระพุทธองค์ทรง
อนุโมทนา พระศาสดาดำริว่า
“ทานของพระราชาครั้งนี้เป็น
ประดุจดังห้วงน้ำใหญ่ มหาชนมีจิต
เลื่อมใสหรือไม่หนอ ?ทรงทราบวาระจิต
คือความคิดของอำมาตย์ทั้งสองแล้ว
ทรงทราบว่า ถ้าจะทรงทำการอนุโมทนา
ให้สมควรแก่ทานของพระราชาในครั้งนี้
ศีรษะของการอำมาตย์จะต้องแตกเป็น
๗ เสี่ยง ส่วนชุณหอำมาตย์จักดำรงอยู่
ในโสดาปัตติผล
ทรงอาศัยความอนุเคราะห์ในกาฬ
อ่ามาตย์นั้น จึงตรัสพระคาถาเพียง 4
บาทเท่านั้น อนุโมทนาทานของพระราชา
แล้วเสด็จลุกจากอาสนะเสด็จไปสู่วัด
เชตวัน
ภิกษุทั้งหลายถามพระองคุลิมาลว่า
“ไม่กลัวหรือที่ช้างดุร้ายอย่างนั้น
ยินถือเศวตฉัตรให้?”
พระองคุลิมาลตอบว่า ไม่กลัว
ภิกษุทั้งหลายจึงไปกราบทูลพระศาสดา
ว่าพระองคุลิมาล พยากรณ์อรหัตผล
อวดตนว่าเป็นอรหันต์ ไม่กลัวช้างดุร้าย
เห็นปานนั้น พระศาสดาตรัสรับรองว่า
พระองคุลิมาลไม่กลัวจริง เพราะภิกษุ
เช่นองคุลิมาล เป็นผู้แกล้วกล้าเช่นโคอุสุภ
ราชในระหว่างโค คือพระขีณาสพทั้งหลาย
เป็นผู้ชนะอย่างประเสริฐแล้วไม่หวั่นไหว
ส่วนพระราชาปเสนท์ ทรงน้อย
พระทัยว่า ได้ถวายทานอันมโหฬารปาน
นั้น แต่พระศาสดาทรงอนุโมทนาเพียง
๔ บาท พระคาถาเท่านั้น น่าจะมีอะไรที่
ไม่สมควรในทานอยู่บ้าง พระศาสดา
คงจะทรงขุ่นเคืองพระทัยเป็นแน่แท้
พระราชารีบเสด็จไปสู่วิหารเชตวัน
ทูลถามพระศาสดาในเรื่องนั้น พระพุทธ
องค์ตรัสว่า พระราชาได้ทรงกระทำชอบ
ทุกอย่าง ทานนั้นได้นามว่า “อสทิสทาน”
แต่ที่ทรงอนุโมทนาน้อย ก็เพราะหวัง
อนุเคราะห์ภาพอำมาตย์ ตรัสเล่าความ
คิดของอำมาตย์ ทั้งสองให้พระราชา ทราบ
พระราชาทรงกริ้วกาฬอามาตย์
ตรัสว่า
“เราให้ทานมากจริง แต่เราให้
ของ ๆ เรา มิได้เบียดเบียนอะไรท่านเลย
ไฉนท่านจึงเดือดร้อนปานนั้น” ดังนี้แล้ว
ทรงเนรเทศกาฬ ามาตย์ออกจากแคว้น
ตรัสเรียกชุณหอำมาตย์เข้าเฝ้าตรัสถาม
ว่าจริงหรือที่มีความคิดอนุโมทนาทานที่
พระองค์ทรงกระทำแล้ว เมื่อชุณหามาตย์
ทูลรับว่าจริง ทรงขอบใจและเลื่อมใส
จึงทรงมอบราชสมบัติให้เขาครอง ๗ วัน
และให้ถวายทานได้ตามประสงค์ โดย
ทํานองที่พระองค์เคยทรงถวายมาแล้ว
พระราชาเสด็จไปสู่สำนักพระ
ศาสดาอีกทูลว่า
“พระองค์ทรงดูการกระทำของ
คนพาลเถิด เขาเหยียดหยามทานที่
ข้าพระองค์ถวายแล้วถึงปานนี้ (ทรง
หมายถึงการอ่ามาตย์)
พระศาสดาตรัสว่า
“คนตระหนี่ไปเทวโลกไม่ได้
คนพาลไม่สรรเสริญทาน ส่วนนัก
ปราชญ์อนุโมทนาทานอยู่ จึงเป็นผู้มี
ความสุขในโลกหน้า เพราะการ
อนุโมทนานั้น”
G
Kalyanamitra.org