ข้อความต้นฉบับในหน้า
๒๘ C
...ในต่างแดนซึ่งห่างไกลจากผืนแผ่นดินไทยหลายร้อย
หลายพันไมล์ เจ้านายไทยองค์เล็ก ๆ ทรงถือกำเนิดมาใน
วันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ ณ โรงพยาบาล เมานท์ออ
เบอร์น (เดิมชื่อเคมบริดจ์) ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะนั้น
รัชกาลที่ ๗ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พระโอรส
และธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้าซึ่งพระชนนีทรงศักดิ์เป็นสมเด็จ
แต่มารดามิได้เป็นเจ้าขึ้นดำรงพระยศเป็นพระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้า ทรงระบุพระนามเจ้าฟ้าที่ทรงอยู่ในเกณฑ์นี้
ไว้ ๕ พระองค์ ซึ่งมีสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ (สมเด็จ
พระบรมราชชนก) รวมอยู่ด้วย ทรงประกาศเมื่อวันที่ 6
พฤศจิกายน ๒๔๗๐ จึงเป็นผลให้เจ้านายพระองค์น้อยทรง
ดำรงพระยศเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลย
เดช
พยาบาลที่ถวายการบริบาล มีความเห็นว่าเป็น
“ทารกที่น่าเอ็นดูที่สุด เลี้ยงง่ายและแข็งแรง” ในขณะเด็ก
อื่น ๆ มีดวงตาสีฟ้า แต่ดวงพระเนตรเจ้านายพระองค์น้อย
เป็นสีน้ำตาลแก่อยู่พระองค์เดียว
เมื่อเจ้านายพระองค์น้อย มีพระชนมายุเพียง ๒ ชันษา
สมเด็จพระราชบิดาก็มาด่วนสิ้นพระชนม์จากไป ต้องทรงอยู่
ในอ้อมอกการเลี้ยงดูของพระชนนี้เพียงลำพัง พระชนนีศรี
สังวาลย์ ผู้ประเสริฐพระองค์นั้น ผู้ทรงเป็นทั้ง “พ่อและแม่ใน
เวลาเดียวกัน” คือ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี
หรือ “สมเด็จย่า” ของชาวไทยในปัจจุบัน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ได้ทรงชมเชย “พระชนนี” ไว้ในลายพระหัตถ์ถึงหม่อม
เจ้าหญิงจงจิตถนอม ดิศกุล เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ.
๒๔๘๑ ว่า
“...แต่บุญญาภินิหารเป็นข้อสำคัญอย่างหนึ่งที่ได้
พระชนนีอย่างพระชนนีศรีสังวาลย์ ทั้งไม่เคยคาดคิดเลย
ว่าจะเป็นหญิงที่มีสติปัญญาสามารถ เพิ่งจะมาสังเกต
คราวนี้ รู้จักวางพระองค์เหมาะดีทุกสถาน ใครคุ้นด้วย
ต้องนับถือ ค่อยคลายห่วงสมเด็จพระอานันทมหิดล
เพราะมีพระชนนีดีด้วย...”
แม้มีเพียงพระชนนี แต่เจ้านายพระองค์น้อยทั้งสาม
พระองค์ คือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา พระ
วรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล และพระวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญวัยขึ้นอย่างมีความสุข
ทรงเป็นพี่น้องที่รักและผูกพันกันมาก ไม่ทรงแยกจากกัน
เลย
เล็ก ๆ ผู้ร่าเริง แจ่มใส มีอิสระเสรีภาพส่วนพระองค์มากมายที่
จะทรงซุกซนตามประสาวัยเยาว์ มาทรงแบกภาระอันหนักอึ้ง
เอาไว้ทั้งชีวิต โลกส่วนพระองค์จางจากไป เหลือเพียงความ
ทรงจำอันแสนสุข...เมื่อรัฐบาลไทยกราบบังคมทูลอัญเชิญพระ
วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์
องค์ที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระวรวงศ์เธอพระองค์
เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ก็ทรงได้รับการสถาปนาพระฐานันดร
ศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๑-๒๔๘๘ เป็นช่วงประเทศไทย
เข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา มีเหตุการณ์ไม่สงบทางการเมือง
เกิดขึ้นในประเทศ เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ และเมื่อสงคราม
สงบลงในปลายเดือนกันยายน ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะ
เป็นผู้แพ้สงคราม จึงมีกลุ่มคนไทยผู้รักชาติทั้งภายในและ
ภายนอกประเทศรวมตัวกันขึ้นเป็นขบวนการเสรีไทย ให้ความ
ร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตรต่อต้านฝ่ายอักษะ เพื่อแก้ปัญหา
ให้ประเทศไทยพ้นภาวะดังกล่าว ขณะเดียวกัน เกิดการขาด
แคลนเครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวยากหมากแพงเพราะเงินเฟ้อ
มาก เนื่องจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ช่วง
จังหวะนี้เอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชา และสมเด็จพระราชชนนี ได้เสด็จ
นิวัติกลับประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม
๒๕๕๘ นำความชื่นชมโสมนัสมาสู่ประชาชนชาวไทยเป็น
อย่างยิ่ง ท่ามกลางความเดือดร้อนลำเค็ญ ความว้าเหว่
ระส่ำระสาย ทั้งสามพระองค์ดุจดังดวงตะวันที่นำความอบอุ่น
มีพลังคืนสู่ดวงใจประชาชนอีกครั้ง
ภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
เสด็จเคียงคู่สมเด็จพระอนุชาไปทุกแห่งหน เพื่อทรงเยี่ยมดูแล
ทุกข์สุขของราษฎร เป็นภาพที่ตราตรึงใจชาวไทยยิ่งนัก หมาย
ถึงว่าพระมหากษัตริย์กลับเป็นพระมิ่งขวัญของพสกนิกรอีก
แล้ววิถีชีวิตของสามพระองค์ก็เปลี่ยนไปจากเจ้านายองค์ ครั้งหนึ่ง ทั้งสองพระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่
มิถุนายน ๒๕๓๑