ข้อความต้นฉบับในหน้า
๔. โทมนัสสะ ความน้อยใจ
๕. อุปายาสะ ความท้อแท้กลุ้มใจ
5. สัมปะโยคะความเบื่อหน่าย
ขยะแขยงจากการ
ประสบสิ่งที่ไม่เป็น
ที่รัก
๗. วิปปโยคะ ความห่วงใย จาก
๘. อาสภะ
การพลัดพรากจาก
ของรัก
ความเสียดายจาก
การปรารถนาสิ่งใด
แล้วไม่ได้สิ่งนั้น
นี่คือผลการวิจัยเรื่องทุกข์ของพระสัมมา
สัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นเหมือนแพทย์
ผู้ชำนาญโรค สามารถแยกแยะอาการของ
โรคให้เราดูได้อย่างละเอียดชัดเจน
“ทุกข์ อริยสัจจ์ ปริญเญยฺย”
อริยสัจ คือ ทุกข์ อันเราจึงกำหนดรู้
อริยสัจที่ ๒ สมุทัย
(พุทธพจน์)
สมุทัย คือ เหตุแห่งความทุกข์ทั้ง
หลาย ดังกล่าวข้างต้น ศาสนาอื่น ๆ หาเหตุ
แห่งความทุกข์ไม่เจอ จึงโทษไปต่าง ๆ นานา
เป็นการลงโทษของพระเจ้าบ้าง ของผีป่าบ้าง
ถ้าเป็นจริงละก็ ผีป่าตนนี้คงใจร้ายน่าดู เที่ยว
ไปรังแกคนโน้นคนนี้ทั้งวัน ให้เขามีทุกข์
หน้าคงจะหงิกอยู่ทั้งวัน เขี้ยวงอกเลยผีตัวนี้
แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงฝึกสมาธิ
มามาก พระองค์ทรงทำใจให้ใสเข้าถึงธรรม
กาย แล้วเห็นความจริงอย่างชัดเจนเลยว่า
ที่เราทุกข์ ๆ กันอยู่นี่ สาเหตุมันมาจากกิเลส
ที่มีอยู่ในใจนี่แหละ พระองค์บัญญัติศัพท์
เรียกว่า ตัณหา คือ ความทะยานอยากในใจ
ของเราเอง แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ
๑. กามตัณหา ความอยากได้ เช่น
อยากได้เงิน อยากได้ทอง อยากสนุก อยากมี
เมียน้อย อยากให้คนชมเชยยกย่อง สรุป คือ
อยากได้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อารมณ์
ที่น่าพอใจ
มิถุนายน ๒๕๓๑
๒. ภวตัณหา ความอยากเป็น เช่น
อยากเป็น นายกรัฐมนตรี อยากเป็นใหญ่เป็น
โต อยากเป็นทหาร อยากเป็นตำรวจ ฯลฯ
๓. วิภวตัณหา ความอยากไม่เป็น
เช่น อยากไม่เป็นคนจน อยากไม่เป็นคนแก่
อยากไม่เป็นคนขี้โรค ฯลฯ
มนุษย์เราเกิดมาจากตัณหา ลอยคอ
อยู่ในตัณหา เคยชินกับตัณหา คุ้นเคยกันกับ
ตัณหา จนเห็นตัณหาเป็นเพื่อนสนิท กินด้วยกัน
ดื่มด้วยกัน ถ้าขาดตัณหาแล้วเขากลัวว่าจะ
ขาดรสของชีวิตที่เคยได้เคยอยู่เคยเป็น แต่
ตามความเป็นจริง ตัณหานั้นถ้าเป็นเพื่อนก็
เพื่อนเทียม คอยหลอกล่อ นำทุกข์มาให้เรา
แล้วก็ยืนหัวเราะชอบใจ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเหมือนแพทย์
ผู้ชำนาญทรงแยกแยะชี้สาเหตุของโรค สาเหตุ
ของทุกข์ ให้เราเห็นว่ามาจากอะไร เชื้อโรค
ชนิดไหน กิเลสชนิดใด
“ทุกขสมุทโย อริยสัจจ์ ปหาตพุพ
อริยสัจ คือ ทุกขสมุทัย อันเราพึงละ
(พุทธพจน์)
อริยสัจที่ ๓ นิโรธ
นิโรธ คือ ความดับทุกข์ หมายถึง
สภาพใจที่หมดกิเลสแล้วโดยสิ้นเชิง ทำ
ให้หมดตัณหา จึงหมดทุกข์ มีใจหยุดนิ่ง
สงบตั้งมั่นอยู่ที่ศูนย์กลางกาย มีความสุข
ล้วน ๆ
ศาสดาของศาสนาอื่น ๆ เนื่องจากฝึก
สมาธิมาน้อย หรือปฏิบัติไม่ถูกทาง จึงไม่
ทราบว่า ความหมดทุกข์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร
ก็ได้แต่สมมุติกันขึ้นว่า คือ การได้ไปอยู่บน
สวรรค์กับพระผู้เป็นเจ้า เป็นการสร้างความฝัน
ลม ๆ แล้ง ๆ เหมือนคนหิวข้าวแล้วก็สร้าง
มโนภาพว่า อีกหน่อยจะมีผู้วิเศษเอาข้าวมา
ให้กิน ก็พอจะหลอกตัวเองปลอบใจตัวเอง
ได้บ้าง
แท้ที่จริงนั้น ต่อให้ได้ขึ้นสวรรค์เป็น
เทวดา นางฟ้าจริง ก็ยังวนเวียนอยู่แค่ใน
กามภพเท่านั้น สูงกว่าสวรรค์ทั้ง 5 ชั้น ยังมี
รูปพรหมอีก ๑๖ ชั้น อรูปพรหมอีก ๔ ชั้น ซึ่งก็
ยังไม่หมดทุกข์ จะหมดทุกข์จริง ๆ ต้องฝึกจน
การเห็นอริยสัจนี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า
เมื่อเห็นข้อใดข้อหนึ่ง
ข้อที่เหลือก็จะเห็นหมด เช่น
เมื่อเห็นทุกข์ ก็จะเห็น
สมุทัย นิโรธ มรรค ด้วย
เห็นสมุทัย ก็จะเห็น
ทุกข์ นิโรธ มรรค ด้วย
กระทั่งหมดตัณหา ดับความทะยานอยาก
ต่าง ๆ โดยสิ้นเชิง หมดกิเลสเข้าพระนิพพาน
เท่านั้น
“ทุกขนิโรโธ อริยสัจจ์ สจฺฉิกาตพพ์”
อริยสัจ คือ ทุกขนิโรธะ อันเราจึงทำให้แจ้ง
อริยสัจที่ ๔ มรรค
(พุทธพจน์)
มรรค คือ วิธีปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์
ศาสนาอื่นฝ่ายเทวนิยมมองเหตุแห่งทุกข์ไม่
ออก ยกให้เป็นการลงโทษของสิ่งลึกลับ ของ
พระเจ้า ดังนั้นจึงหาวิธีพ้นทุกข์ผิดทาง ไป
อ้อนวอนบวงสรวงให้พระเจ้าช่วย ถ้าจะ
เปรียบก็คล้ายกับว่า เราป่วยเป็นไข้มาเลเรีย
๐ ๕๙
Kalyanamitra.org