ข้อความต้นฉบับในหน้า
นานพอสมควร เพราะสีของอิฐจางลงไปมาก ความเป็นมาเบื้องต้น
มุมอิฐบางก้อนก็หักพังลงไปบ้างแล้ว แต่ถึง
กระนั้น ก็ยังมีร่องรอยให้เห็นถึงศิลปะในสมัย
นั้น ปรากฏให้เห็น
ผ่านซุ้มประตูเข้าไปในวัด ดูร่มรื่นเย็น
สบาย สะอาดตา บริเวณสนามหญ้าที่ไม่กว้าง
นัก ด้านขวามือมีรถจากนักท่องเที่ยวจอดเรียง
รายกันมากพอสมควรถัดไปเห็นวิหารซึ่งอยู่ใน
ระหว่างการก่อสร้าง ตรงราวบันไดที่ทอดขึ้น
ไป พญานาคคู่หนึ่งทอดตัวมาตามราวบันได
ทั้งสองข้าง ดูวิจิตรพิสดารเสียจริง ๆ การที่
จะทำเช่นนี้ได้ต้องอาศัยความอดทนพอสมควร
เพราะดูจากลวดลายที่ติดลงไปตามเสาหน้า
บัน และราวบันไดของวิหารแล้ว ช่างที่ก่อสร้าง
ต้องเป็นช่างชั้นยอดงานละเอียด นี่ถ้าหาก
วิหารนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว จะเป็นวิหารที่มีศิลปะ
แปลกกว่าที่อื่น เป็นเอกลักษณ์ของปูชนียสถาน
ของไทยอีกแห่งหนึ่งแน่นอน
วัดพระธาตุผาเงา ตั้งอยู่บ้านสบคำริม
ฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากอำเภอเชียงแสน ๓ กิโล
เมตร แต่เดิมคือ วัดสบคำ ซึ่งถูกแม่น้ำโขง
เซาะตลิ่งพังจนเหลือเนื้อที่เพียงเล็ก ๆ และต้อง
ถูกแม่น้ำโขงกัดเซาะพังลงไปเรื่อย ๆ พระภิกษุ
สามเณรและชาวบ้าน ก็กลัวกันว่าวัดแห่งนี้จะ
ต้องถูกแม่น้ำทำลายไป จึงตกลงกันให้ย้ายวัด
เดิมไปตั้งในที่แห่งใหม่บนเชิงดอยจัน ซึ่งมี
บริเวณกว้างขวางอยู่ในเขตหมู่บ้านซึ่งแต่เดิม
เรียกกันว่า “ถ้ำผาเงา” สถานที่นี้เคยเป็นถ้ำ
เต็มไปด้วยโบราณสถานมากมายก็คือพื้นที่ที่
วัดตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้เอง
จากการมองดูพื้นที่โดยทั่วไป ด้านขวา
มือของพระวิหารเป็นก้อนหินขนาดใหญ่วาง
ซ้อนกันมากมายลักษณะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ มีต้น
ไม้ปกคลุมเป็นบางส่วน เราพึ่งจะสังเกตเห็นได้
๒
ว่า พระวิหารนี้ตั้งอยู่บนเชิงเขา ด้านซ้ายของ
พระวิหารมีเจดีย์ใหญ่ตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่
สีดำ เจดีย์นี้เรียกว่า “เจดีย์ผาเงา” ได้รับการ
บูรณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เล่ากันว่า ภายใน
บรรจุพระบรมธาตุและวัตถุมงคลมากมาย
เราพากันเดินขึ้นไปในพระวิหาร ภาย
ในกว้างขวางบรรยากาศดูสงบ เราสัมผัสกับ
ความสุขได้ทันทีด้านในสุดของพระวิหารมีอิฐ
สีแดงก่อเป็นผนัง สันนิษฐานว่า คงจะก่อสร้าง
กันใหม่เพื่อเป็นการบูรณะและพยายามที่จะ
รักษาสภาพของเดิมเอาไว้ ด้านหน้าของผนัง
อิฐนั้น ดูคล้ายกับองค์พระทำด้วยปูนปั้น แต่มี
เพียงช่วงกลางองค์เท่านั้นเอง ส่วนบนหาย
ไป ส่วนล่างก็เป็นเพียงฐานกลมใหญ่รองรับ
ตรงส่วนฐานมีร่องรอยของการผุพัง
ไว้
ไปบ่งบอกถึงความเก่าแก่ ยังนึกอยู่ในใจว่า
ถ้าหากท่านมีครบทุกสัดส่วนแล้วละก็ จะเป็น
พระพุทธรูปที่องค์ใหญ่มาก ด้านหน้าองค์
พระใหญ่ ยังมีพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง ลักษ
ณะงดงามได้สัดส่วน พระพักตร์ค่อนข้างยาว
พระขมวดเกศาโต แฝงไว้ด้วยความเมตตา
นั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางอยู่บนหน้าตัก
พระหัตถ์ขวาวางอยู่บนหัวเข่า หรือที่เรียกกัน
ว่า “ปางมารวิชัย”
ตามประวัติศาสตร์เล่ากันว่า เริ่มแรก
เดิมที สถานที่ที่วัดอยู่ในปัจจุบันยังเป็นที่รก
ชัฏ มิได้เป็นที่จับจองถือเป็นกรรมสิทธิ์ของ
ใคร ต่อมาชาวบ้านได้มาแผ้วถางป่าบริเวณ
ดอยจัน เพื่อพัฒนาขึ้นเป็นวัดเมื่อต้นเดือนกุม
ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๙ ภายใต้ป่ารกทึบนี้
เอง ได้พบซากโบราณวัตถุกระจัดกระจาย
อยู่กลาดเกลื่อน ตั้งแต่บริเวณเชิงดอยจนถึงยอด
เขา ส่วนที่เป็นโบราณวัตถุได้แก่ พระ
พุทธรูป พระพิมพ์ เศษเครื่องปั้นดินเผา
สิ่งสำคัญที่ได้พบก็คือ ตรงเชิงดอยจัน
บริเวณที่สร้างพุทธาวาสนั้น พบฐานวิหาร
เดิม มีซากพระประธานสูงใหญ่ที่ชำรุด
เหลือเพียงครึ่งองค์หน้าตักกว้างราว ๔ วา
จึงได้มีการประกอบพิธียกพระประธาน
ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
๔๙
มิถุนายน ๒๕๓๑
Kalyanamitra.org