ข้อความต้นฉบับในหน้า
การให้ทาน พูดง่าย ๆ ใจกว้างเหมือนทะเล
มีอะไรก็ช่วยกัน แบ่งปันกันไป ไม่หวงกิน
หวงใช้ เสียสละกันไป อย่าว่าแต่ข้าวของสมบัติ
นอกกายเลย แม้แต่เลือดเนื้อชีวิตก็สละได้ อาจ
เปรียบกับคนในยุคนี้เช่น บางคนเคยสละ
โลหิตไปให้คนอื่นหลายต่อหลายครั้ง
๒. ศีลบารมี คือความบริสุทธิ์ของ
กาย วาจา ใจ ที่ตั้งใจรักษาไว้อย่างดี ขนาด
เอาชีวิต เลือดเนื้อเป็นเดิมพัน ถ้าจะให้ทำลาย
ศีลแล้ว ยอมตายเสียดีกว่า ผู้ที่จะเป็นพระ
พุทธเจ้าได้ จะต้องมีความบริสุทธิ์ถึงขนาดนี้
๓. เนกขัมมบารมี คือการตัดอาลัย
จากเรื่องครอบครัว แล้วออกบวชประพฤติ
พรหมจรรย์ เพื่อเป็นผู้สร้างสันติสุขแก่ส่วนรวม
๔. ปัญญาบารมี คือศึกษาให้แจ้งทั้ง
ทางโลกทางธรรม สมฐานะของพระสัพพัญญู
ศาสดาผู้รู้แจ้งในโลก
๕. วิริยะบารมี คือมีความเพียร ซึ่ง
มิใช่หมายถึงเพียรทำมาหากิน แต่เพียรที่จะ
ขัดเกลานิสัย ชำระล้างกิเลสของตนเอง รู้ว่า
นิสัยอย่างไรไม่ดีก็เลิกเสีย บำเพ็ญเพียรสร้าง
ความดีให้ยิ่งขึ้นไป มีความเพียรอย่างยิ่งยวด
ขนาดเอาชีวิตเป็นเดิมพันทีเดียว
5. ขันติบารมี คือมีความทรหด
อดทนเป็นเลิศ แม้จะถูกล้างผลาญชีวิต ก็
อดทนไม่โกรธ ทนเพื่อความดี อย่างเอาชีวิต
เข้าแลก
๗. สัจจบารมี คือมีความจริงใจ
ต่อการปฏิบัติธรรม ต่อการทำความดี
๔. อธิษฐานบารมี คืออธิษฐานตั้ง
มั่นต่อการทำความดี มีโครงการระยะยาว
อย่างมั่นคง ทำตามปณิธานนั้นอย่างแน่วแน่
ถ้าไม่สำเร็จในชาตินี้ก็จะทำต่อไปในชาติหน้า
จนถึงที่สุด
๙. เมตตาบารมี คือมีจิตปรารถนา
๑๐. อุเบกขาบารมี คือมีความบริ
สุทธิ์ ยุติธรรม มั่นคงเหมือนภูเขาไม่เขยื้อน
ด้วยแรงลม
ทรงบำเพ็ญความดีรักษาความบริสุทธิ์
กาย วาจา ใจ เช่นนี้หลายภพหลายชาติ
ฉะนั้นบารมีทั้ง ๑๐ ทัศ จึงเพิ่มพูนมากขึ้น
เรื่อย ๆ จากขั้นบารมีเป็นอุปบารมีและปรมัตถ
บารมี ตามลำดับจนครบถ้วน ๓๐ ทัศ หรือที่
เรียกว่า บารมี ๓๐ ทัศ ในชาติสุดท้ายที่
ท่านเกิดเป็นพระเวสสันดรนั้น เนื่องจากท่าน
สะสมบุญมามาก จึงเลือกได้เลยว่า จะเป็น
เทวดาชั้นใดก็ได้ ท่านไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ใน
ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นชั้นที่อยู่ของนักสร้างบารมี
ทั้งหลาย
ที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข ไม่ผูกโกรธใคร ถึงจะ เทพอัญเชิญ
ถูกตามจองล้างถึงชีวิต ก็ไม่ถือโทษไม่เคือง
แค้นใคร เปี่ยมด้วยความปรานีต่อเพื่อนมนุษย์
ต่อสัตวโลกทั้งหลาย ถือเป็นเพื่อนเกิดแก่
เจ็บตายด้วยกันทั้งหมด
มิถุนายน ๒๕๓๑
ภาวะความเป็นเทพ เป็นเทวดาใน
สวรรค์นั้น เกิดจากการบำเพ็ญบุญสะสม
ความดี ขัดเกลากิเลสตามลำดับชั้น เมื่อละโลก
แล้วจึงได้เกิดเป็นเทวดา เป็นพรหม แต่เทวดา
ก็ยังไม่หมดกิเลส พอถึงเวลาเทวดาหมดบุญก็
เหมือนหมดเสบียง ต้องกลับมาเกิดอีก ยังต้อง
เวียนว่ายตายเกิดอยู่ แต่เทวดาก็รู้ว่า ถ้ามา
เกิดเป็นมนุษย์ในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า พระ
พุทธศาสนาสูญไปจากโลกแล้ว ก็จะไม่มีผู้ชี้
วิธีทำความดี ตัวเองก็ระลึกชาติไม่ได้ เพราะ
ว่าเวลามาเกิดต้องผ่านระยะเด็กที่อยู่ในครรภ์
วิธีทำความดีในชาติที่แล้ว ๆ มา ก็เลยลืม
พอเป็นผู้ใหญ่ก็นึกไม่ออกว่าจะทำความดี
อย่างไร เมื่อไม่มีพระพุทธเจ้ามาชี้แนะก็จะไม่
ได้ทำความดี มิหนำซ้ำเผลอ ๆ อาจไปทำ
ความชั่วเข้าเลยต้องตกนรก โง่มากตกนรกมาก
เล่นเอาสวรรค์ร้าง
เทวดาที่เหลือบนสวรรค์ผวาไปตามๆ
กัน เพราะเทวดารู้ตัวว่า ถ้าหมดบุญลงมา
เกิดบนโลกมนุษย์ในขณะที่ไม่มีพระสัมมา
สัมพุทธเจ้ามาคอยชี้ทางให้ ก็จะตกนรก
เหมือนพรรคพวกที่ไปรุ่นแรก ๆ แน่นอน เทวดา
อกสั่นขวัญแขวน กลัวจะตกนรกเหมือนกัน
แล้วจะแก้ไขอย่างไร ประชุมกันทีเดียว เวลา
๖ต
Kalyanamitra.org